ความร้อนเร่าที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งเรือนกายส่งให้ผิวขาวเนียนละเอียดขึ้นสีได้อย่างน่าชม เสียงครางบางเบารวมทั้งการเหนี่ยวรั้งในยามที่เคลื่อนกายเข้าหาสร้างความพอใจให้กับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีถึงขีดสุด แขนข้างหนึ่งรั้งท่อนขาเรียวที่สั่นสะท้านไว้ข้างเอวตน ส่วนอีกข้างก็โอบกอดเรือนร่างที่ดูบอบบางเหลือเกินในเวลาที่ถูกกระทำพร้อมกับริมฝีปากที่ตีตราไปทั่วไหล่เล็ก แม้ใจนั้นอยากจะถามโถมเข้าหาคนช่างยั่วมากเพียงใดแต่ก็ต้องยั้งใจด้วยกลัวจะกระทบกระเทือน ถึงจะยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งท้องลูกของตนหากบยองฮอนก็มั่นใจ ก็ถ้าไม่ใช่เพราะตั้งท้อง มีหรือที่อี ชานฮีจะเย้ายวนมากถึงขนาดนี้
อี บยองฮอนศึกษามาเป็นอย่างดีว่าอาการของคนที่ท้องอ่อนๆนั้นเป็นอย่างไร แล้วชานฮีเองก็เป็นเหมือนที่เขารู้มาทุกอย่าง ดีใจเสียจนไม่รู้จะพูดยังไงแต่ก็ทำได้เพียงนิ่งเฉยเพราะเด็กดื้อก็ยังคงเป็นเด็กดื้ออยู่วันยังค่ำ กระทั่งต้องการเขาแทบเป็นแทบตายยังไม่เอ่ยออกมาสักคำ แล้วมีหรือที่จะยอมรับง่ายๆว่าท้อง ที่ทำได้จึงมีแค่พยายามถนอมอีกฝ่ายเอาไว้ให้มากที่สุดด้วยเกรงว่าการกระทำของตนนั้นจะส่งผลกับลูกที่กำลังเจริญเติบโต เพราะครั้นจะให้ตัดใจไม่แตะต้องเลยบยองฮอนเองก็ทำไม่ได้ ก็ใครใช้ให้ชานฮีมีเสน่ห์ขึ้นกัน
การเคลื่อนไหวนั้นหยุดลงเมื่อพากันมาถึงปลายทาง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่รัวที่ทำเอาตกใจอยู่ไม่น้อย สองมือประครองโครงหน้าเล็กพลางจ้องมองคนที่กำลังหอบอย่างนึกสงสาร ดวงตากลมโตนั้นคลอไปด้วยหยาดน้ำรวมทั้งปลายจมูกและริมฝีปากอิ่มก็แดงระเรื่อ ยอมรับว่าภาพที่เห็นส่งให้อยากครอบครองคนตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าท่าทางเหนื่อยอ่อนที่มีมากกว่าปกติก็ทำให้ต้องหยุดความคิดนั้นไว้ด้วยนึกเห็นใจเสียเหลือเกิน แค่ที่ตักตวงอยู่ตอนนี้มันก็มากพอแล้ว
“พักก่อนนะเด็กดี เดี๋ยวค่อยล้างตัว”
“.....” เด็กดื้อพยักหน้าอย่างว่าง่าย ยอมรับว่ามันแปลกจนผิดวิสัยที่ช่วงหลังๆนี้เอาแต่ต่อต้าน แต่ชานฮีแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ ดื้อ แต่ต้องจำยอม ไม่ใช่ยอมเพราะให้เหตุใช้ผลเป็นหลักเหมือนเมื่อก่อน
“กอดแน่นๆนะ จะพาไปที่ห้องนอน” สองแขนโอบลำคอแกร่งพร้อมกับท่อนขาที่รั้งเอวหนา การเคลื่อนไหวในขณะที่ร่างกายยังไม่แยกอกจากกันทำให้บยองฮอนได้ยินเสียงอื้ออึงจากอีกฝ่าย ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะยกกายของผู้เป็นภรรยาขึ้นจากโต๊ะทำงานของตนแล้วพากลับไปยังเตียงนอน ค่อยๆปล่อยอีกฝ่ายลงบนเตียงแล้วตามลงไปคร่อมเรือนกายเล็กเอาไว้โดยใช้ข้อศอกเท้ากับพื้นเตียงเพื่อที่จะได้ไม่ต้องทิ้งน้ำหนักลง สบกับดวงตาคู่กลมที่ช่างยากจะหยั่งถึงเหมือนกับหัวใจของผู้เป็นเจ้าของ ทั้งที่พยายามวิ่งตาม หากอีกฝ่ายก็ไม่เคยคิดจะรอกันเสียที
“จำได้ไหม ที่ฉันบอกว่าขอเวลา” เพื่อจัดการความรู้สึกของตัวเองให้มันชัดเจนมากกว่าเดิม
“ครับ จำได้”
“เธอยังไม่ได้ตอบเลยว่าได้ไหม?”
“.....” สองมือเล็กประยกขึ้นมาแตะที่ผิวแก้ม รอยยิ้มจางที่ส่งมาทำให้รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่านั่นคือการปฏิเสธอย่างไรอย่างนั้น
“ชานฮี” เรียกคล้ายอ้อนวอนพร้อมกับถอนกายออก ค่อยๆเลื่อนใบหน้าลงไปที่หน้าท้องที่ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้านับจากวันที่รู้ว่าเด็กดื้อแอบใช้ยาคุมกำเนิดก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว หากชานฮีท้องตั้งแต่ตอนนั้นป่านนี้ลูกของเขาคงเริ่มมีรูปหน้า มือและเท้าปรากฏให้เห็น “ฉันขอเวลาไม่นานนักหรอกเด็กดี แค่ไม่นาน”
“.....”
“ให้ฉันได้ไหมชานฮี?”
“ทุกอย่างของผมมันเป็นของคุณตั้งแต่วันที่เราแต่งงานกันแล้วล่ะครับ” ยกยิ้มจางกับสิ่งที่ได้ยิน ถึงมันจะไม่ใช่คำตอบที่ต้องการ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรกลับมาเลย
* * *
ดวงตาคู่กลมจ้องมองไปยังกลีบดอกซากุระที่ปลิวไปตามสายลมที่พัดมา เพราะอากาศเริ่มที่จะเย็นจึงเลือกที่จะสวมเสื้อแขนยาวทว่าบยองฮอนก็สรรหาผ้าพันคอมาพันให้ ตลอดทางเดินก็กุมมือเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรแต่ก็มักจะมีรอยยิ้มให้ในยามที่หันไปสบตากัน
ไม่ปฏิเสธว่าชอบสิ่งที่เป็นอยู่นี้ อยากจะหยุดเวลาเอาไว้ด้วยซ้ำหากก็ทำไม่ได้ ความอ่อนโยนของอี บยองฮอนมันทำให้อุ่นไปทั่วทั้งหัวใจ แต่มันก็ทำให้เจ็บจนหายใจไม่ออกเช่นเดียวกัน ราวกับเส้นเชือกที่พันรัดไปทั่วทั้งกาย ประหนึ่งมีโซ่ตรวนคล้องที่ข้อเท้าเพื่อไม่ให้ไปไหน แต่ถึงตรวนนั้นจะทำจากทองหรือมีค่ามากเพียงใด จะอย่างไรตรวนก็คือตรวน
“ตั้งแต่แต่งงานกันมา นี่เดทแรกเลยล่ะมั้ง”
“.....” แปลกใจน้อยๆเพราะปกติแล้วบยองฮอนไม่ใช่คนที่จะมาพูดอะไรแบบนี้ อาจจะมีบ้างในยามที่อยู่บนเตียง แต่ถ้าในสถานการณ์อื่นชานฮีเองก็ไม่เคยได้ยิน
“นึกถึงตอนที่ไปฮันนีมูนแล้วก็ตลกดี ยังไม่เคยเดทกันเลยด้วยซ้ำไป”
“.....” ตอนนั้นก็ใช่ว่าจะได้ไปไหน มากสุดคือนั่งมองทะเลสาบอยู่ที่ชานบ้าน ถ้าจะโทษก็ต้องโทษบยองฮอนที่เอาแต่ใจ และโทษที่เขาเองก็ไม่ได้แข็งแรงมากมายอะไรนัก
“รู้ไหมว่าทำไมวันนี้ถึงพาออกมาข้างนอก?”
“.....” ส่ายหน้าเบาๆแทนคำตอบ
“ครบรอบเก้าเดือนที่เราแต่งงานกัน”
“.....” น่าแปลกที่บยองฮอนจำมันได้ คิดว่ามีแค่ตนเสียอีกที่ขึ้นใจว่างานแต่งนั้นถูกจัดขึ้นวันไหน เดือนอะไร หรือว่านานเท่าไหร่แล้วที่ต้องถูกตีตรวน
“แค่อยากลองทำอะไรเหมือนคนทั่วไปบ้าง เราข้ามขั้นตอนกันไปเยอะนี่”
“แล้วทำไมไม่รอให้ครบปีล่ะครับ นับเดือนแบบนี้เดี๋ยวเดือนหน้าก็ครบรอบอีกแล้ว”
“ถ้าครบปีมันจะพิเศษกว่านี้ ครบเก้าเดือนขอแค่เดทแบบทั่วไปก็พอ”
“.....” รอยยิ้มอุ่นที่ชานฮีหลงรักจนถอนตัวแทบไม่ขึ้น น่าแปลกที่ในยามนี้มันไม่ได้ทำให้หัวใจสั่นไหวมากนัก
“ถ้าครบปี ขอของขวัญล่วงหน้าเลยได้ไหม?”
“ถ้าให้ได้ก็จะให้ครับ” หรือถ้าตอนนั้นเขายังอยู่ตรงนี้ ยืนยู่ข้างๆบยองฮอน...
“ฉันอยากได้ลูก”
“.....”
“ลูกที่เกิดจากเรา ไม่ใช่เพราะฉันแค่คนเดียว”
“.....” ประกายที่สะท้อนออกจากดวงตานั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกยินดีไปกับสิ่งที่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย เพราะดวงตาของอี บยองฮอนมันฉายแววตัดพ้ออย่างที่ชานฮีไม่เคยเห็น
“คุณบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าผมอาจจะท้องอยู่...”
“.....”
“แล้วจะขอทำไมอีกละครับ”
“.....”
“.....”
“ถ้าเธอเต็มใจให้เขาเกิดมา มันก็คงจะดีกว่านี้”
“คุณบยองฮอน” มือเล็กกระชับมือกว้างของอีกฝ่ายเอาไว้ ดวงตาที่สั่นไหวนั้นทำให้ใจอ่อนอีกครา
“ฉันไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน แต่ตอนนี้ ฉันรักเธอนะ”
“.....”
“ก็จริงที่เมื่อก่อนฉันอยากมีลูกกับเธอเพราะเธอคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย เธอคือคนที่คุณแม่เลือก”
“.....”
“แต่ตอนนี้มันเพราะฉันอยากอยู่กับเธอ อยากอยู่ไปทั้งชีวิต”
“.....”
“มัน...”
“พอเถอะครับ” ยกมือข้างที่ว่างแตะผิวก้มของอีกฝ่าย จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่ตนรักนักรักหนา รักมากเสียจนยอมทนเจ็บอยู่แบบนั้น ทั้งที่ทนแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะครับ”
ยิ่งบยองฮอนบอกรักเขาแบบนี้...เขาก็ยิ่งเจ็บ
“ชานฮี” มือหนากุมที่หลังมือพร้อมกับแนบใบหน้าลง ทำไมถึงพึ่งมารักเขาตอนนี้กัน ทำไมถึงเพิ่งมารู้ตัวตอนที่เขารู้สึกว่าไม่อยากจะทนอีกแล้ว ทำไม...
“อภัยฉันได้ไหมเด็กดี”
“.....”
“อภัยที่ฉันทำเธอเจ็บไปทั้งตัว”
“.....”
“.....”
“ผมไม่เคยโกรธคุณหรอกครับ แต่ถ้าผมพูดออกไปแล้วมันทำให้คุณสบายใจ”
“.....”
“ครับ ผมอภัยให้คุณ”
วงแขนแกร่งรั้งร่างเข้าสู่อ้อมกอด ใบหน้าเล็กวางลงบนไหล่หนาพร้อมกับวงแขนที่โอบรั้งเอวแกร่งเอาไว้ น่าแปลกที่อ้อมกอดนี้ไม่ได้ช่วยลบเลือนความเจ็บปวดเลยสักนิด แต่มันยิ่งย้ำเตือนว่าตัวเองนั้นโง่มากเพียงไหนที่ปล่อยให้ความอ่อนโยนของอีกฝ่ายทำร้ายหัวใจจนไม่เหลือชิ้นดี
ที่บอกว่าไม่โกรธก็คือไม่โกรธ เพราะการยกโทษกับการให้โอกาสมันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
วันทั้งวันดำเนินไปเรื่อยๆหาได้มีอะไรหวือหวา สองมือที่จูงกันสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในใจได้อย่างประหลาด จนน่ากลัวว่ามันจะเป็นเพียงแค่ความฝัน เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะเหลือเพียงความว่างเปล่าหาได้มีอะไรให้จับต้อง แต่ถึงกระนั้นในวันข้างหน้ามันก็จะกลายเป็นความทรงจำที่เลือกแล้วว่าจะเก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ เพราะอย่างน้อยเขาก็เคยได้มีความสุขกับคนที่รัก
ไอศกรีมโคนถูกยื่นมาตรงหน้าเรียกรอยยิ้มให้เกิดขึ้นที่มุมปาก มือบางรับมาก่อนที่จะละเลียดชิมอย่างเชื่องช้า ความจริงแล้วอีกฝ่ายก็ห้ามว่าไม่ควรทานเพราะอากาศเย็น ทว่าก็รั้นเสียต้องตามใจกัน นั่งรอเพียงไม่นานผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีก็กลับมาพร้อมกับของหวานในมือ ร่างสูงทรุดกายลงนั่งข้างๆก่อนที่จะเอื้อมมากุมมือซ้ายของเขาเอาไว้ หันไปมองเชิงถามว่ามีอะไรแต่สิ่งที่ได้ก็คือการส่ายหน้า มีเพียงความอุ่นที่ถ่ายทอดมาก็เท่านั้น
“เธอใส่มันตลอดเลยเหรอ?”
“.....” หมายถึงแหวนแต่งงาน...
“เคยคิดที่จะถอดมันออกบ้างไหม?”
“มันถอดไม่ออกน่ะครับ” ไม่ว่าจะยังไงก็ถอดไม่ออก แน่นราวกับผูกติดกับกระดูก เลยได้แต่ปล่อยให้มันอยู่แบบนั้น ให้คอยย้ำเตือนว่าความจริงคืออะไร
Rrr
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเรียกความสนใจจากบยองฮอนได้เป็นอย่างดี มือกว้างหยิบขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมแล้วรับสาย ชานฮีเองก็ไม่ได้สนใจอะไร ยังคงละเลียดไอศกรีมที่ตนร้องว่าอยากกินนักหนาจนคนเป็นสามีต้องลำบากไปซื้อมาให้
“อะไรนะครับ!” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตกใจจนต้องหันกลับมามอง “ครับ จะไปเดี๋ยวนี้”
“มีอะไรรึเปล่าครับ?” เอ่ยถามเมื่อสีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความกังวล
“มินจีถูกรถชนน่ะ”
“.....” น่าแปลกที่พอเห็นท่าทางร้อนรนของบยองฮอนแล้วมันเจ็บไปหมด
“ฉันต้องไปดู ไปเถอะ” มือกว้างออกแรงดึง ด้วยความตกใจจึงเผลอปล่อยไอศกรีมจนตกลงไปที่พื้น สองขาก้าวตามไปด้วยไม่คิดจะขัดขืนใดๆ เพราะถึงต่อต้านไปมันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี
ไม่นานนักก็มาถึงโรงพยาบาลที่อยู่ในกลางเมือง ที่ใช้เวลาไม่มากก็เพราะบยองฮอนขับเร็วเสียจนรู้สึกกลัว ในใจนั้นอยากจะเอ่ยถามว่าห่วงอีกฝ่ายมากจนไม่คิดจะห่วงตัวเองเลยหรืออย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้มีเพียงจ้องมองเสี้ยวหน้าคนที่เพิ่งบอกว่ารักกันด้วยความรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก
ความกังวลที่ฉายชัดออกมา...คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วอี ชานฮี
บานประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของนายแพทย์ที่เดินออกมา ร่างสูงรีบลุกขึ้นไปถามไถ่อาการซึ่งคำตอบที่ได้คือปลอดภัยไม่มีอะไรน่าห่วง มีเพียงแขนขวาที่หักเพราะการกระแทกก็แค่นั้น ชานฮีเองก็โล่งใจที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรมากมายนัก เพราะถ้าเป็นหนักกว่านี้ บยองฮอนคงจะทุรนทุรายน่าดู
สักพักร่างของมินจีก็ถูกย้ายจากห้องฉุกเฉินไปยังห้องพักพิเศษ ชานฮีจ้องมองไปยังร่างบอบบางของหญิงสาวที่ตอนนี้แขนข้างขวาถูกดามด้วยเฝือกรวมทั้งแผลถลอกตามผิวกาย ยิ่งใส่ชุดคนไข้แบบนี้เธอยิ่งดูอ่อนแอเสียจนน่าสงสาร เขาเคยเจอมินจีเพียงแค่ครั้งเดียวในวันแต่งงาน วันนั้นหญิงสาวมาร่วมงานด้วยท่าทีสดใสแต่มีหรือที่เขาจะมองไม่ออกว่าดวงตาคู่สวยนั้นทอประกายรวดร้าวเพียงใด ชานฮีรู้สึกสงสารเธอ ยิ่งบยองฮอนอยากมีลูกกับเขาแบบนี้ เขาก็ยิ่งสงสารเธอ
ร่างสูงของบยองฮอนเดินเข้ามาในห้องก่อนที่จะทรุดกายลงนั่งที่โซฟาด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน เขาเองก็ไม่อยากจะสร้างความลำบากใจจึงทำเพียงแค่ขอกุญแจรถจากอีกฝ่ายก็แค่นั้น ชานฮีเลือกที่จะกลับเพราะตนนั้นก็ไม่อาจจะทนมองบยองฮอนแสดงความห่วงใยให้มินจีได้เช่นกัน เดินไปตามทางด้วยความรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก เจ็บทั่วไปทั้งอกแต่น่าแปลกที่ไม่มีหยดน้ำตา ถึงจะยอมรับว่าตนนั้นมาทีหลังแต่ใครกันจะทนได้ หัวใจของเขาไม่ได้แข็งแรงมากถึงขนาดนั้น
สองขาหยุดก้าวเดินเมื่อสายตานั้นเห็นตัวหนังสือที่อยู่ไม่ไกลนัก มือบางข้างซ้ายที่ถูกตีตราด้วยแหวนแต่งงานยกขึ้นแตะที่หน้าท้องของตน นึกย้อนไปถึงตอนที่บยองฮอนบอกว่าตนนั้นอาจจะกำลังท้องแต่เลือกที่จะไม่ยอมรับ ถอนหายใจยาวเมื่อนึกไปถึงความแปลกที่เกิดขึ้นกับตัวเองในช่วงหลังๆที่ผ่านมา ทั้งเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ซ้ำยังทานอะไรก็ไม่อร่อยทั้งที่เป็นของชอบ บางทีก็ควรที่จะตรวจเพื่อการยืนยันทางการแพทย์ และเพื่อที่จะได้ยอมรับกับความจริงเสียที
มาถึงขนาดนี้แล้วจะหลีกหนีต่อไปให้มันได้อะไรกัน
* * *
สามสี่วันมานี้บยองฮอนไม่ได้กลับไปที่บ้านแต่อย่างใดเพราะข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นก็ถูกจัดใส่กระเป๋าและมีคนที่บ้านนำมาให้ เมื่อสอบถามก็ได้คำตอบว่าชานฮีเป็นคนจัดการให้ทั้งหมดและบอกให้นำมา ในใจนั้นรู้สึกผิดเสียจนไม่รู้จะพูดยังไงเมื่อนึกขึ้นได้ว่ารถไม่ได้ถูกปรับให้เป็นระบบสตราด้าที่เหมาะแก่การขับขี่บนท้องถนน ซ้ำร้ายชานฮีเองก็ไม่ได้ขับรถคล่องมากมายถึงขนาดนั้น ครั้นจะโทรหาก็ใจไม่กล้าพอเพราะความผิดของตัวเองนั้นเหลือล้น ได้แต่เอ่ยถามคนที่นำเสื้อผ้ามาให้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้ก็ทำเอาหายห่วงไปเปราะหนึ่ง อย่างน้อยชานฮีก็ไม่ได้เป็นอะไร
วันนี้มินจีได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านบยองฮอนจึงให้คนเอารถมาให้ ขณะที่กำลังเดินทางกลับไปยังบ้านของมินจีเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น บยองฮอนรีบรับสายเมื่อเห็นว่าเป็นมารดาของตนด้วยคิดว่ามีธุระสำคัญ เพราะปกติแล้วคนที่ถูกโทรหาจะเป็นชานฮีเสียมากกว่า ระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้ คุณนายอีรักลูกสะใภ้มากกว่าเสียอีก
“ครับแม่”
(แกทำอะไรน้อง!)
“ครับ?” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจทำให้นึกแปลกอยู่ไม่น้อย “ผมจะไปทำอะไรล่ะครับ?”
(รู้รึเปล่าว่าน้องท้อง?)
“น้องท้องเหรอครับ แม่ไม่ได้โกหกใช่ไหม?” ดีใจเสียจนหัวเราะออกมาราวกับคนบ้า สิ่งที่เขาหวังมาตลอดกลายเป็นจริงแล้วในวันนี้ “ผมก็สังเกตครับ แต่พอจะพาไปตรวจน้องก็ไม่ยอม”
(แกรู้อยู่แก่ใจว่าน้องท้องแล้วแกทำแบบนี้ได้ยังไงบยองฮอน แกทำได้ยังไง?)
“เดี๋ยวนะครับ แม่หมายถึงอะไร” เพราะมารดาเริ่มที่จะสะอื้นไห้ถึงได้สับสนไปหมด
(แกติดต่อกับมินจีอยู่ตลอดเวลา แกทำน้องเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่แกรู้ทั้งรู้ว่าน้องท้องลูกของแกอยู่ การที่เขาไม่พูดแกคิดว่าเขาไม่รู้อย่างนั้นเหรออี บยองฮอน)
“.....” แม้จะตกใจที่มารดารู้ แต่ที่ตกใจยิ่งกว่าคือชานฮีรู้มาโดยตลอด เพราะเหตุนี้หรอกหรือชานฮีถึงเลือกที่จะต่อต้าน เพราะเหตุนี้เองหรอกหรือ...
(น้องบอกหมดแล้วบยองฮอน บอกแม้กระทั่งเคยใช้ยาคุม)
“.....”
(บอกแม้กระทั่งที่ว่ารักแกมากขนาดไหน)
“.....”
(บอกแม้กระทั่งว่าถ้าแกเลือกไม่ได้เขาจะเป็นคนไปเอง)
“.....” มือกว้างตบพวงมาลัยอย่างแรงด้วยความหงุดหงิดก่อนที่จะเหยียบคันเร่งเสียจนคนที่นั่งมาด้วยรู้สึกกลัว เสียงเรียกที่สั่นเครือของมินจีไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทเลยสักนิด ในหัวมีแต่เรื่องของชานฮีเต็มไปหมด
ชานฮีคิดที่จะไปจากเขาจริงๆอย่างนั้นเหรอ?
(บอกฉันมาซิบยองฮอน ตอนที่แกเอาน้องไปดูแม่มินจีของแก แกคิดอะไร แล้วตอนที่ปล่อยให้น้องกลับบ้านมาเองแกใช้สมองส่วนไหนคิดกัน)
“น้องอยู่กับแม่รึเปล่าครับ ผมอยากคุยกับน้อง” ในใจนั้นร้อนรนไปหมด อยากจะไปให้ถึงบ้านเสียเดี๋ยวนี้แต่ก็ทำไม่ได้
(น้องไปแล้วบยองฮอน น้องไปอังกฤษวันนี้ แกตัดสินใจช้าไป) ไปแล้ว...อย่างนั้นหรือ?
“แล้วทำไมแม่ไม่ห้ามน้องล่ะครับ”
(คิดว่าฉันไม่ห้ามรึไง ฉันอ้อนวอนจนแทบจะลงไปคุกเข่าเสียด้วยซ้ำ ฮึก)
“.....”
(แต่ฉันต้องยอมปล่อยน้องไปเพราะอะไรรู้ไหม...)
“.....”
(เพราะน้องบอกว่าน้องเจ็บจนทนไม่ไหวอีกแล้ว)
“.....” หยาดน้ำตาร่วงหล่นอย่างห้ามไม่อยู่ นึกย้อนไปถึงรอยยิ้มจางของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของตน ทำไมถึงไม่สังเกตเลยสักนิดว่ารอยยิ้มนั้นซ่อนความเสียใจไว้มากมายขนาดไหน ทำไมถึงไม่สังเกตว่ารอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่กล้ำกลืนเพียงใด ทำไมกัน...
(น้องอยู่ที่สนามบินแล้วบยองฮอน ฉันบอกแกได้แค่นี้)
“.....”
(ที่ฉันเสียใจที่สุดไม่ใช่เพราะฉันเสียลูกสะใภ้กับหลานไป)
“.....”
(แต่ฉันเสียใจที่ทำให้เด็กดีๆแบบชานฮีต้องมาทนกับคนอย่างแก อี บยองฮอน)
“.....” มารดาตัดสายไปแล้ว ตอนนี้บยองฮอนรู้สึกราวกับหูดับไปชั่วขณะ ปลายเท้าเหยียบคันเร่งอย่างไม่กลัวชีวิตเลยสักนิด สิ่งเดียวที่นึกถึงคือรอยยิ้มของชานฮี รอยยิ้มของคนที่เขาแน่ใจแล้วว่ารักมากขนาดไหน
รักมากเสียจนขาดไม่ได้ ทว่าสิ่งที่ยังผูกใจให้ยึดติดกับมินจีก็คือความผูกพัน
เขามันโง่ที่ไม่รู้ตัวให้เร็วกว่านี้...เขามันโง่เอง
ไม่นานนักรถหรูก็จอดเทียบกับถนนหน้าอาคารผู้โดยสารขาออก ร่างสูงวิ่งเข้าไปด้านในพยายามกวาดสายตามองหาร่างของผู้เป็นภรรยา ทว่าผู้คนมากมายที่เดินสวนกันไปมากลับเป็นอุปสรรคเสียเหลือเกิน หากอี บยองฮอนก็ไม่คิดที่จะหยุดเลยแม้แต่น้อย ในใจนั้นเริ่มถูกความกลัวเข้ากัดกิน กลัวว่าจะต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป
ทั้งลูก...ทั้งชานฮี
‘โปรดทราบ ประกาศครั้งสุดท้ายของสายการบิน British Airways เที่ยวบิน BA 626 พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปนครลอนดอน ขอเชิญผู้โดยสารทุกท่านขึ้นเครื่องได้ ณ ทางออกหมายเลย 3 โปรดขึ้นเครื่องได้ ณ ทางออกหมายเลย 3 ขอบคุณค่ะ’
สิ้นเสียงประกาศท่อนขายาวก็ก้าวไปยังประตูสามทันที ดวงตาคู่คมมองหาคนที่ตนกำลังตามหาอย่างไม่ลดละ คาดหวังว่าตนนั้นจะมาทันก่อนที่อีกฝ่ายจะจากเขาไปในที่ที่ไกลแสนไกล หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมใจอ่อนและยอมกลับบ้านไปด้วยกัน หากเป็นเช่นนั้นบยองฮอนสาบานว่าจะให้ชานฮีหมดทุกอย่างที่ตนมี ต่อให้สิ่งที่ชานฮีอยากได้นั้นจะเป็นสิ่งที่ลำบากยากเข็นก็การไขว่คว้า บยองฮอนก็จะตะเกียกตะกายเอามาให้ได้
“ชานฮี” ร้องเรียกชื่อของคนที่ตนรักอย่างไม่ลังเลเมื่อเห็นแผ่นหลังบางที่ตนนั้นจำได้ดี พยายามวิ่งเข้าไปหาทว่าถูกเจ้าหน้าที่ของสนามบินรั้งแขนเอาไว้ พยายามดิ้นรนแต่ก็ไม่เป็นผลด้วยไม่อาจจะสู้แรงอีกทั้งสองคน ได้แต่ร้องเรียกอยู่แบบนั้นกระทั่งเจ้าของชื่อหันมาหาตน ยกยิ้มด้วยความดีใจพลางจ้องมองไปยังดวงตาคู่กลมที่เขาเองก็เพิ่งรู้ว่ามันสะท้อนความรู้สึกที่อีกฝ่ายมีให้มากน้อยแค่ไหน ดวงตาคู่นั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิดแม้ถูกทำร้ายจนเจ็บช้ำไปทั่วทั้งใจ
“เด็กดี อย่าพาลูกไป” อ้อนวอนด้วยความหวังที่ว่าชานฮีจะก้าวขาเข้ามา แต่เปล่าเลย ร่างโปร่งหันกลับไปโดยไม่มีท่าทีลังเลเลยสักนิดก่อนที่จะเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
“ไม่ ชานฮี ฉันรักเธอนะ อย่าทิ้งฉันไป” ไม่ว่าจะพยายามร้องเรียกแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่า ชานฮีเดินหายเข้าไปในอาคารผู้โดยสารแล้ว เหลือเพียงบยองฮอนที่ไร้เรี่ยวแรงแม้กระทั่งจะยืนต่อ ร่างทั้งร่างทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้นด้วยหัวใจที่บีบรัด ปล่อยให้หยาดน้ำตาหลั่งรินอย่างไม่คิดอาย
สัมผัสแผ่วเบาที่ลาดไหล่ไม่ได้ทำให้อยากหันกลับไปมอง เขาเหนื่อยเหลือเกิน หมดแล้วเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อ ไม่อยากแม้กระทั่งขยับตัวเลยด้วยซ้ำ ในใจนั้นช่างว่างเปล่าราวกับไม่มีใครทั้งที่รอบกายมีผู้คนเต็มไปหมด รวมทั้งมินจีที่เห็นทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น น่าแปลกที่บยองฮอนกลับไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของหญิงสาวเลยสักนิด
“บยองฮอน”
“.....”
“.....”
“.....”
“กลับเถอะบยองฮอน ฮึก” เสียงสะอื้นของเธอยิ่งตอกย้ำ เพราะความลังเลที่มีทั้งสองคนถึงต้องมาเสียใจ
ความอดทนของคนนั้นมันมีขีดจำกัด
ชานฮีเองก็ทนมามากพอแล้ว...มินจีเองก็เหมือนกัน
“ผมจะไปส่งคุณที่บ้าน” ค่อยๆลุกขึ้นยืนก่อนจะเอื้อมมือไปเช็ดหยาดน้ำตาบนผิวแก้มของหญิงสาว น่าแปลกที่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดได้มากเท่าดวงตาของชานฮีที่สะท้อนเพียงความรักให้เห็น
อาจเพราะหัวใจนั้นเลือกแล้วว่าใครคือคนสำคัญ...เลือกในวันที่มันสายเกินไป
* * *
ห้องนอนนั้นมันช่างว่างเปล่าเมื่อไม่มีใครอีกคนที่เคยอยู่เคียงกัน ผืนเตียงเย็นเยียบต่างจากในยามที่ได้โอบกอดเรือนร่างของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา ความรู้สึกที่มีนั้นมันต่างออกไปทั้งๆที่ไม่ได้มีข้าวของชิ้นไหนเปลี่ยนแปลง ชานฮีไม่ได้เอาอะไรไปนอกจากสิ่งที่เป็นของของตัวเอง กระทั่งคาเทียร์ที่เขาเคยซื้อให้เพราะเห็นว่าเหมาะก็ไม่ได้เอาไป คงอยากจะตัดกันให้ขาดถึงได้ทำกันแบบนี้
มีเพียงแหวนแต่งงานที่เจ้าตัวบอกกับเขาเองว่ามันถอดไม่ออก
ความสัมพันธ์ของเขากับมินจีจบลงโดยไม่ต้องพูดอะไร มีเพียงคำอวยพรสุดท้ายที่ให้กันในฐานะคนที่ยังคงหวังดีต่อกัน ถึงจะเกลียดตัวเองที่ทำให้มินจีต้องเสียใจทว่าจะให้กลับไปก็คงไม่ได้ ทุกอย่างมันชัดเจนแล้วว่าตนนั้นรักชานฮีมากขนาดไหน กับมินจีคงจะเหลือแค่ความห่วงใยเพราะความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปี ต่างจากชานฮีที่ได้อยู่ใกล้กันเพียงไม่นานทว่าสามารถครองหัวใจของบยองฮอนได้ทั้งดวง
จากที่เคยคิดว่าจะตีตรวนชานฮีเอาไว้ให้อยู่กับตนกลับกลายเป็นว่าต้องติดกับดักนั้นเสียเอง โซ่เส้นใหญ่ที่ใช้คล้องหัวใจอีกฝ่ายเอาไว้ย้อนกลับมารัดตนแน่นเสียจนหายใจแทบไม่ออก ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่เขาที่วิ่งตามชานฮีมาตั้งแต่แรก ทว่าเป็นชานฮีที่ยืนรอกันอยู่ที่เดิมไม่เคยไปไหน ไม่ว่าจะหันกลับมามองกี่ครั้งๆก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมทำให้เกิดความชะล่าใจ เมื่อถึงวันที่ชานฮีเดินจากไปก็กลับกลายเป็นบยองฮอนที่กลับมายืนรอในที่ที่อีกฝ่ายเคยยืน รอโดยไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลามากมายขนาดไหนกัน
โซ่ตรวนที่คิดว่าจะรั้งชานฮีเอาไว้มันกลับกลายเป็นของที่ไม่เคยมีอยู่จริง
เสียงบานประตูที่ถูกเปิดออกทำให้คนที่นั่งอยู่ปลายเตียงเงยหน้าขึ้นไปมองว่าใครกันที่เข้ามา ในใจนั้นหวังให้เป็นชานฮีแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทาง ก็แค่อยากจะหลอกตัวเองว่าชานฮียังไม่ไปไหน หลอกตัวเองว่าอีกฝ่ายยังอยู่ตรงนี้เพราะไม่อยากจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
ไม่มีชานฮีแล้วเขาจะอยู่ได้ยังไงกัน
“น้องฝากเอาไว้ให้” มือกว้างรับแผ่นกระดาษมาจากมารดา เมื่อจ้องมองก็พบว่ามันคือภาพอัลตร้าซาวน์ แม้จะมองไม่ออกว่าลูกของตนนั้นอยู่ตรงไหนของรูปหากมันกลับเรียกน้ำตาได้เป็นอย่างดี
ชานฮีใจร้ายมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก
มารดานั้นเดินออกไปแล้ว เหลือเพียงบยองฮอนที่ยังคงจดจ้องรูปถ่ายในมือด้วยความร้าวรอนที่กัดกิน ที่เจ็บปวดที่สุดคงไม่พ้นการจากไปของคนที่ตนรัก เดินจากไปโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามองเลยสักนิด ร้องเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีทางได้ยินเพราะทุกอย่างมันเกินกว่าจะแก้ไข การปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยลืมคิดว่าทุกอย่างมันมีคำว่าสายส่งผลให้วันนี้บยองฮอนไม่เหลือใคร
ไม่เหลือกระทั่งคนที่รักสุดหัวใจ
ไม่เหลือแม้กระทั่งตัวของตัวเอง
E N D
ทุกอย่างมันดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็นค่ะ ด้วยหลักเหตุหลักผลแล้วควรจะเป็นแบบนี้
จะให้มาจบแบบละครไทยมันก็นะ ทำใจไม่ลง เพราะรักถึงยอม แต่จะให้ยอมจนตัวตายก็นะ...
ทุกวันนี้ยังจำฉากนึงจากนิยายที่เคยอ่านสมัยนานมาแล้วได้อยู่ น่าจะ ม. ต้นเห็นจะได้
เขาใช้เส้นหนังที่เหมือนเข็มขัดแล้วมีเดือยแหลมอยู่ด้านในรัดต้นขา เดือยมันจะแทงขาอ่ะ
เลื่อนเข้าได้เหมือนเข็มขัด ยิ่งแน่นจะยิ่งเจ็บ “ความเจ็บปวดคือสิ่งดี” เขาว่าอย่างนั้น
แต่คุณคะ นั่นมันอารมณ์เดียวกับพระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกกิริยา แล้วมันบรรลุไหมล่ะถาม
โซ่ตรวนที่ผูกตัวเองให้ต้องมาทนเจ็บ บางทีมันไม่ได้เกิดจากเขาหรอก เรานี่แหละที่ตีตรวนตัวเอง
แต่เขาก็ปลดออกแล้วนะ เหลือแค่แหวนและลูกที่ปลดไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาต้องทนเจ็บ
สำหรับบยองฮอนไม่ขอพูดมากค่ะ มีคนบอกเขาเห็นแก่ตัว นั่นแหละ โลเลเลยต้องมารับผลกรรม
เหมาะสมแล้วที่เป็นแบบนี้ ทุกอย่างมันมีขีดจำกัดของมัน ความอดทนของสะใภ้คุณนายอีก็เช่นกัน
ส่วนฉากที่เขาสองคนแอบคุยกัน อืมม จงใจตัดแหละ เซอร์ไพร์ส ให้รู้พร้อมกับบยองว่าความลับไม่มีนะจ๊ะ
พ่อคุณต้องเก่งขนาดไหนถึงจะทำได้ขนาดนี้ เฝ้าเขาทั้งวันยังติดต่อคนอื่นได้ ดันคิดว่ารอดพ้นสายตาอีก
มันคือสิ่งที่ชานฮีเลือกจะปิดหูปิดตามาโดยตลอด นั่นแหละค่ะ เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจง่ายๆว่าจะไป
นี่ยังไม่ได้พูดเรื่องภาษาตัวเอง ตอนนี้แหกกระเจิง ไม่ได้ทำอารมณ์ตอนแต่ง อาจจะไม่ซึ่งมากนะคะ
เอาล่ะค่ะ ไม่น่าจะมีจุดบอดอะไรละ จบด้วยดี ไม่รับปากว่าจะมีตอนพิเศษไหม ใจอ่ะอยากมี แต่นั่นแหละ
สมองฉันล่ะ มันพร้อมไหม เรื่องนี้เครียดนะ ยิ่งตอนสองนี่แทบตาย NC คือต้องเคลิ้มกับสัมผัสแต่เกลียดไปด้วย
ถ้าหมั่นไส้หรือเกลียดพระเอก ยินดีด้วยนะคะ แต่ถ้าฟินอย่างเดียวคือยังเข้าไม่ถึงความรู้สึกของชานฮี
ไม่มีอะไรละ ขอบคุณสำหรับการติดตามและแท็กนะคะ /ฉันส่องแท็กเป็นแล้วนะ งุ่ยๆๆๆๆๆๆ
เพิ่มเติม เรื่องรถคุณสามี
ต้นแบบมาจาก Lamborghini Huracan รุ่นนี้มันจะมีอยู่ 3 โหมด Strada, Sport, Corsa /รุ่นอื่นก็มีนะ
อีกคำที่เกี่ยวข้องคือ Traction /TRC บางบริษัทเรียก TCS /มาจาก Traction Control System
มันเป็นระบบตรวจจับความเร็วของล้อทั้งสี่ล้อให้เร็วเท่ากัน เพราะถ้าความเร็วต่างคือล้อหลังฟรีนี่รถจะปัด
จะทำงานตอนที่เราเร่งเครื่องอย่างเดียวนะฮะ พอเราเหยียบแล้วความเร็วล้อต่าง มันจะตัดกำลังเครื่องทันที
แต่ถ้ารถติดหล่ม รถใครมีระบบนี้ต้องปิด ไม่งั้นขึ้นไม่รอดเพราะเวลาเหยียบล้อหลังมันต้องหมุนมากกว่าอยู่แล้ว
มา เข้าเรื่องโหมด Strada จะเป็นโหมดขับบนถนนทั่วไป อะไรยังไงจะนิ่มหมด traction จะทำงานเต็มที่
Sport นี่ traction จะทำงานน้อยลง ปัดบ้างไถลบ้าง รถจะแรงขึ้นกว่าเดิม ท่อดังขึ้น เกียร์จะเปลี่ยนเร็วขึ้น
ถ้าขับทางไกลแบบถนนเมืองนอกจะโอเคกว่าบ้านเรา บ้านเรานี่แค่มอไซค์ธรรมดาขับช้าๆยังชนกระจุย
โหมดสุดท้าย Corsa เป็นโหมดที่คนปกติเขาไม่ขับกันหรอกค่ะ ไม่เชิงขับบนถนนไม่ได้นะ แต่มันไม่ควร
เก็บไว้ขับในที่ที่มีแกคันเดียวเถอะ Traction ทำงาน 15% คือปัดแรง ส่ายกระจาย ไถลไกล คุมลำบาก
รถมันจะแรงนะ เอาไว้ใช้ในสนาม สั่นแรง ความนิ่มจะหายไป แต่รุ่นหลังๆเขาก็ทำให้มันนิ่มอยู่แหละ
อีกประเด็นคือเปลืองน้ำมัน เปลืองแรงเพราะรอบจะเยอะกว่ามาก เร่งนิดเดียวรอบตีไปที่ 4-5 พัน
ซึ่งรถปกติแค่ 2.5-3.0 ก็เอาเรื่องอยู่แล้ว กินน้ำมันยังกะไดโว่สูบ /รถเรานะ ของคนอื่นไม่ทราบค่ะ
คือบางทีเราคิดว่าเราก็ขับรถดีนะ อะไรแบบนี้ รอดๆมานี่ตัวเองล้วนๆ แต่ความจริงมันไม่ใช่
ระบบอะไรยังไงที่เราไม่รู้เราไม่เห็นหรือมองตามไม่ทันนี่แหละ ทั้งนั้น แล้วมันมีเป็นสิบระบบไง
ตอนแรกจะให้ชานฮีขับโหมดคอร์ซ่ากลับ เพื่อเพิ่มความน่าเห็นใจและความรู้สึกบาปของบยองฮอน
แต่ใครมันจะใช้คอร์ซ่ากันกลางถนนหนทาง จะให้นางปรับระบบเองนางก็แบบ...นางไม่ควรรู้เรื่องรถนะ
คือต้องน่าถนอม เดี๋ยวจะไม่น่าสงสาร ทำกับข้าวทำขนมต่อไปอ่ะดีแล้ว เป็นตุ๊กตาให้สามีอุ้มก็พอ
เรื่องเค้กจากตอนที่แล้ว เค้กวิคตอเรีย เป็นเค้กสปัจน์สองชิ้นประกอบกันเหมือนแซนวิช ตรงกลางเป็นแยมกับครีม
ต้นกำเนิดก็อังกฤษนั่นแล คือพระนางวิคตอเรียชอบเสวยแบบนี้ เขาเลยเรียกเค้กวิคตอเรียกัน
นี่ว่าจะทำใจได้แล้วนะ.ดันร้งไห้สะใหญ่โต..บยองฮอนผู้น่าสงสารวางกับดักเค้าตัวเองกลับตกไปเอง..
ReplyDeleteอีกใจก็สมควรล่ะบอกรักเค้าอยู่แหมบๆ..พออีกคนมีเรื่องก้อพร้อมทิ้งเค้าทันที ..เกลียด