มือน้อยยกขึ้นเกาศีรษะสองสามทีเมื่อเห็นว่าเจ้านายเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่ยอมพูดไม่ยอมจาตั้งแต่เดินออกมาจากสวน ไอ้ครั้นจะเอ่ยถามว่าเป็นอะไรก็เกรงว่าอีกฝ่ายจะทวงหาคำตอบที่ตนยังไม่ได้ให้ วินาทีที่ได้ยินคำถามนั้นทำเอาชานฮีช็อกไปพักใหญ่ ก็ถ้าเจ้านายจะให้เจอกันทุกวันขนาดนั้นเขาคงไม่ต้องเป็นอันทำอะไรพอดี แต่พอจะขยับปากบอกว่าต้องการเวลาของตัวเองบ้างก็เกิดอาการน้ำท่วมปากเมื่อเจอเข้ากับสายตาที่ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย เกิดมาจนโตขนาดนี้ก็เพิ่งเคยเห็นคนที่ดูเหมือนว่าจะอมทุกข์ตลอดเวลาก็วันนี้
“แกงกิมจิ ไม่แปลกแล้วก็อร่อยมากนะครับ” เอื้อมไปตักอาหารใส่ถ้วยเจ้านายที่เอาแต่เงียบพร้อมกับรอยยิ้มประจำตัว แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยอยากจะสนใจสักเท่าไหร่นัก
“เจ้านายครับ”
“ออกไปก่อน” ร่างสูงหันไปพูดกับเหล่าแม่บ้าน คนเป็นผู้ช่วยถึงกับหน้าเหวอที่เจ้านายแสดงออกชัดเจนว่าไม่สนใจตน ริมฝีปากบางเม้มแน่นอย่างนึกน้อยใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากต่อไป
“เดี๋ยวทานข้าวเสร็จผมกลับบ้านเลยดีกว่า ไม่อยากรบกวนเจ้านายเลยครับ”
“ใครบอกว่าฉันจะให้นายกลับ” คนตัวเล็กเงยขึ้นมามองใบหน้าคมอย่างนึกข้องใจ ก็เจ้านายรำคาญเขาไม่ใช่เหรอ จะให้เขาอยู่ต่อทำไมล่ะ
“ถ้าฉันไม่ให้กลับก็อย่าหวังว่าจะได้กลับ” คนเป็นผู้ช่วยได้แต่ยู่หน้าน้อยๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นการตอบโต้
เอาแต่ใจเป็นที่สุด !
“รู้ไหมว่างานของผู้ช่วยมันไม่ได้มีแค่งานเอกสารของบริษัท”
“ยังมีงานอื่นอีกเหรอครับ” เงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความสงสัยทั้งที่ช้อนยังคาปาก คนมองได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆอย่างนึกระอาเล็กๆกับมารยาทบนโต๊ะอาหารที่มีน้อยเสียเหลือเกิน หากพาออกงานสังคมแล้วไปแสดงกิริยาแบบนี้มีหวังได้จบเห่พอดี
“ทานเสร็จแล้วจะบอกก็แล้วกัน” คนตัวเล็กรับคำก่อนจะตักผัดขี้เมาใส่จานตัวเอง รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นที่มุมปากเป็นครั้งแรกหลังจากนั่งลงบนโต๊ะอาหาร ร่างสูงได้แต่เหลือบตามองเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา เขามองชานฮีอยู่ตลอดเวลา มองทุกการกระทำไม่ว่าเจ้าหนูตัวเล็กนี่ทำอะไรก็แล้วแต่ มองจนกระทั่งรู้ว่าเจ้าหนูน้อยมักจะยิ้มเวลาที่มีอาหารอยู่ตรงหน้า มองจนกระทั่งรู้ว่าเจ้าตัวมักจะหลับตาพริ้มเวลาที่รสชาติของอาหารนั้นอร่อยถูกปากเสียเหลือเกิน
“เจ้านายครับ ผมถามอะไรหน่อยสิ”
“ถามสิ ถ้าตอบได้ก็จะตอบ”
“ทำไมเจ้านายยิ้มน้อยจัง ตาก็เศร้าซะผมหดหู่เลย เจ้านายไม่มีความสุขกับชีวิตจริงๆเหรอครับ” นัยน์ตาคมเหลือบขึ้นมองคนที่เอาแต่จ้องตนราวกับอยากจะจับผิด ตอนที่อ่านแฟ้มของเจ้าตัวเล็กนี่เขาจำได้ว่าจะจบด้านจิตวิทยามาสินะ ถึงพอจะอ่านเขาออก
“นายเคยได้ยินคำว่าเงินซื้อทุกอย่างไม่ได้ไหม”
“ครับ ผมเคยได้ยิน” ร่างสูงไม่พูดอะไรต่อ ก้มหน้าลงทานข้าวเหมือนกับจงใจหยุดเพียงแค่นั้น ชานฮีจดจ้องเสี้ยวใบหน้าคมอย่างนึกสงสารเล็กๆ เจ้านายของเขาที่เกิดมาบนกองเงินกองทองมากมายนั้นไม่มีความสุขกับชีวิตจริงๆเสียด้วยสิ ในตอนแรกก็คิดว่าเป็นเพราะตำแหน่งหน้าที่จึงทำให้ชายหนุ่มนั้นนิ่งกว่าคนทั่วไป แต่พอมาวันนี้เขาได้เห็นอะไรหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือการใช้ชีวิต เขาก็พอจะเดาออกว่าเจ้านายคงถูกเลี้ยงมาด้วยเงิน
“แต่เจ้านายก็เป็นคนดีนี่ครับ ถ้าเป็นคนอื่นผมว่าได้เป็นเด็กมีปัญหาแน่ๆเลย”
“ฉันเป็นลูกคนเดียว ไม่อยากทำตัวเหลวไหล”
“แต่ตอนนี้เจ้านายผ่านจุดนั้นมาแล้วนี่ครับ วันหยุดก็เที่ยวบ้างก็ได้ เอางี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมพาไปเที่ยวนะครับ” ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ส่งยิ้มมาให้ ริมฝีปากหนายกยิ้มน้อยๆ จดจ้องไปยังนัยน์ตาใสที่ทอประกายแทบจะตลอดเวลา
“แต่เจ้านายต้องไปรับผมนะ แล้วก็เอารถธรรมดาไปก็พอ ขับรถสปอร์ตเข้าไปเดี๋ยวคนจะหาว่ามีเสี่ยมารับผมอีก”
“แล้วจะพาฉันไปไหน”
“ไม่บอกครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้เองแหละ” อมยิ้มน้อยๆก่อนจะก้มหน้าลงทานข้าวต่อแต่ก็ยังไม่วายพูดอะไรออกมาถึงแม้ว่าจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองคนฟังเลยก็ตาม
“ผมว่าเวลาเจ้านายยิ้มก็ออกจะหล่อ ยิ้มบ่อยๆนะครับ คนรอบข้างชอบจะตายไป”
รวมถึงเธอด้วยหรือเปล่า เจ้าหนูฟิคเกียร์ของฉัน
* * *
เสียงดังโครมครามจากบริเวณบันไดบ้านทำเอาคนที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ต้องหันไปมองทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่ได้คิดจะสนใจเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรเพราะมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ลูกคนเล็กของบ้านจะกลิ้งลงบันไดมา
“พี่ยูชอน น้องเจ็บ” คนเป็นพี่ส่ายหัวน้อยๆก่อนจะเดินไปช่วยพยุงน้องชายที่นั่งนิ่งตรงบันได ก็ไม่รู้ว่าจะรีบวิ่งลงมาทำไม รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้เดินแบบคนปกติก็แล้วยังไม่วาย
“จะวิ่งลงมาทำไม”
“ก็จะมาบอกว่าวันนี้น้องจะออกไปข้างนอกกับเจ้านาย จะพาเจ้านายไปเที่ยว โอ๊ย เบาๆ เจ็บ” ยูชอนพาน้องชายมานั่งที่โซฟาแล้วคว้ายานวดที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมานวดๆให้ที่ข้อเท้าเล็ก ชานฮีตกบันไดบ่อยจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เขาจึงต้องซื้อยานวดติดบ้านไว้อยู่เรื่อยๆ มันน่าตีให้ขาหักนักจะได้ไม่ต้องวิ่งลงบันไดมาอีก
“ไหนบอกว่ากลัวเขา ทำงานได้สองอาทิตย์ก็ไปกินข้าวบ้านเขาแถมวันนี้ยังจะพากันไปเที่ยวอีก”
“อะโด่ พี่ยูชอน พี่ยูชอนต้องไปมองตาเจ้านาย เจ้านายตาเศร้าจะตายไป เศร้าจนน่าสงสารเลยนะพี่ยูชอน”
“ไปจ้องตาเขามาแล้วล่ะสิถึงได้รู้ แล้วเราจะพาเขาไปเที่ยวที่ไหน เลือกสถานที่ดีๆนะ ไม่ใช่พาไปสวนสนุกเขาได้ไล่เราออกแน่” ยูชอนเอ่ยพร้อมกับนวดที่ข้อเท้าน้องชายเบาๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าชานฮีเป็นคนรักสนุกแค่ไหน แต่ความสนุกนั้นมันก็เป็นคนสนุกแบบเด็กๆที่ไม่ค่อยจะเข้ากับอายุของเจ้าตัวเท่านั้นแหละ โชคดีที่ชานฮีเป็นเด็กดีไม่ได้ชอบเที่ยวกลางคืนหรือชอบทำตัวเหลวไหลเขาจึงกล้าที่จะปล่อยให้ชานฮีไปไหนมาไหนคนเดียว
“น้องก็อยากไปนะ สวนสนุกน่ะ แต่เจ้านายน้องอายุตั้งยี่สิบเจ็ดแล้ว แถมยังนิ่งอย่างกับอะไร” เอ่ยพร้อมกับยู่หน้าเสียจนคนเป็นพี่ชายนึกหมั่นไส้ อยากจะเอามือเปื้อนยานวดนี่ไปป้ายหน้านัก เห็นแล้วมันหมั่นไส้จริงๆ
“แม่กับยายไปไหน”
“ไปซื้อของสดน่ะ เย็นนี้จะทำบาร์บีคิว” นัยน์ตาใสลุกวาวทันทีเมื่อได้ยินชื่อมื้อเย็นของวันนี้ มือน้อยรีบล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดโทรออกหาแม่อย่างเร่งด่วนก่อนจะกรอกเสียงลงไปอย่าตื่นเต้นจนคนเป็นพี่นั้นอดหมั่นไส้ไม่ได้
“แม่ฮะ ซื้อของมาเยอะหน่อยนะฮะ เดี๋ยวเย็นนี้น้องจะชวนเจ้านายกินข้าวเย็นบ้านเรา” ยูชอนแทบจะพลั้งมือกดข้อเท้าน้องเมื่อได้ยินคำพูดจากคนที่ทำหน้าตื่นเต้นอยู่บนโซฟา เมื่อวานก็ไปกินข้าวบ้านเขา วันนี้ก็จะให้เขามากินข้าวที่บ้าน น้องชายเขากำลังคิดอะไรกันแน่เนี่ย
“ชานฮี ถามเขาแล้วเหรอถึงได้บอกกับแม่เราแบบนั้น ถ้าเขาไม่ยอมมากินข้าวกับเราล่ะ” ยูชอนหยั่งเชิงถามเมื่อเห็นว่าน้องชายวางสายจากน้าสาวของเขาแล้ว นัยน์คมจ้องไปยังใบหน้าใสนั้นอย่างจับผิด แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมานอกจากรอยยิ้มใสประจำตัว
“มาสิ ยังไงก็ต้องมา โฮ่ะๆ วันหยุดแล้วเจ้านายขัดใจน้องไม่ได้หรอก เออนี่พี่ยูชอน น้องถามหน่อยสิ งานของผู้ช่วยเนี่ยมันต่างจากเลขายังไงเหรอ”
“เลขาก็ช่วยเฉพาะเรื่องงาน ส่วนผู้ช่วยอาจจะต้องดูเรื่องข้อมูลส่วนตัว บัตรอะไรยังไงหมดอายุเมื่อไหร่ ประกันสังคมมีเลขกี่หลัก งั้นมั้ง” ปลายนิ้วชี้ยกขึ้นแตะริมฝีปากอย่างใช้ความคิด มิน่าล่ะ เมื่อคืนเจ้านายถึงส่งเอกสารส่วนตัวมาให้มากมายขนาดนั้น
“แล้วน้องต้องทำไงบ้าง เจ้านายบอกว่าน้องไม่ใช่ผู้ช่วยธรรมดา น้องเป็นถึงผู้ช่วยส่วนตัวแน่ะพี่ยูชอน”
“ก็คอยดูเรื่องชีวิตประจำวันด้วยมั้ง ทำไมล่ะ เขาสั่งมาเหรอ” เอ่ยถามอย่างสงสัย ทำไมเจ้านายของชานฮีถึงได้ไว้ใจให้เด็กที่เพิ่งทำงานได้ไม่เท่าไหร่มาจัดการเรื่องเอกสารส่วนตัวกันนะ เดี๋ยวไอ้ตัวยุ่งนี่ก็ทำซะเละหมดหรอก
“เปล่าหรอก แต่เจ้านายเอาเอกสารส่วนตัวมาให้ แม้กระทั่งทะเบียนรถยังมีเลยพี่ยูชอน” ยูชอนปล่อยมือออกจากข้อเท้าของน้องชาย ลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาโดยไม่ลืมที่จะคว้ากระดาษทิชชู่มาเช็ดยานวดที่หลงเหลืออยู่บนปลายนิ้ว
“ขอบคุณมากฮะคุณพี่ชาย รักพี่ยูชอนจัง” ร่างน้อยเข้าสวมพี่ชายสุดที่รักอย่างแรงก่อนจะโยกกายไปมาจนคนเป็นพี่ร้องลั่น แต่เจ้าตัวก็หาได้หยุดไม่ แถมยังเงยหน้าขึ้นมาส่งสายตาราวกับลูกแมวให้คนมองต้องใจอ่อนเล่นๆอีก
“อ่า เจ้านายคงมาแล้วล่ะ น้องไปก่อนนะฮะ แล้วเจอกันตอนเย็น” ปลายจมูกเล็กฝังลงบนแก้มของพี่ชายก่อนที่เจ้าตัวจะผละกายออกแล้วลุกขึ้นเดินออกไปหน้าบ้านหลังจากที่ได้ยินเสียงกดกริ่ง ยูชอนลุกขึ้นเดินไปยังหน้าประตูบ้านแต่ไม่ได้ปรากฏตัวให้คนข้างนอกเห็น อยากรู้นักว่าเจ้านายของชานฮีหน้าตาเป็นยังไง น้องเขาถึงได้ใส่ใจถึงเพียงนี้
แต่ยูชอนก็ต้องจิ๊ปากน้อยๆเมื่อคนที่เพิ่งกดกริ่งนั้นไม่ได้หันหน้ามาให้เห็นแต่อย่างใดก่อนจะถอนหายใจอย่างนึกเป็นห่วงน้องชาย ชานฮียังเด็กมาก ชานฮีไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังนั้นมันมากเกินไปสำหรับคำว่าเจ้านายและผู้ช่วย ดีไม่ดีน้องชายเขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่
ความใกล้ชิดน่ะ มันน่ากลัวกว่าที่คิดไว้มากนัก
ขอให้สิ่งที่เขาคิดเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อเจ้อทีเถอะ
* * *
“นายพาฉันมาทำอะไรที่นี่” นัยน์ตาคมจดจ้องไปยังร้านเสื้อผ้าเบื้องหน้าก่อนจะหันไปมองคนตัวเล็กที่ยืนอมยิ้มแล้ววิ่งโร่เข้าไปในร้านอย่างตื่นเต้น คนเป็นเจ้านายได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ นี่ผู้ช่วยของเขาคิดจะเล่นอะไรพิสดารอีกละสิ
“เร็วสิครับเจ้านาย ถ้าเจ้านายไม่เลือกเองผมเลือกให้แล้วไม่ถูกใจจะมาว่าผมไม่ได้นะครับ” ปลายเท้าใหญ่ก้าวเข้าไปในร้านตามคนตัวเล็กที่กำลังเลือกเสื้อผ้าอย่างสนุกสนาน ร่างสูงมองอย่างไม่เข้าใจ กะอีแค่เลือกเสื้อผ้าทำไมถึงได้ดูมีความสุขขนาดนั้น
มือเล็กหยิบเสื้อยืดสีแดงขึ้นมาวางทาบบนกายหนา เมื่อเห็นว่าน่าจะใส่ได้พอดีก็จัดการคว้าไว้โดยเร็ว คนเป็นเจ้านายมองอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม หันไปมองหาเสื้อที่ตัวเองพอจะใส่ได้บ้าง แต่พอครั้นจะหยิบขึ้นมามือน้อยก็คว้ามือของเขาไว้ราวกับการหยิบเสื้อตัวนั้นเป็นความผิดร้ายแรง
“ไม่เอาสีดำ สีขาว สีเทา แล้วก็สีน้ำเงินด้วย” คิ้วหนาขมวดมุ่นอย่างนึกข้องใจ
“ที่เจ้านายหยิบมันสีดำ เจ้านายใส่แต่สีดำ ไม่ได้ๆ” แล้วเสื้อสีแดงในมือนี่คือจะให้เขาใส่ว่างั้นเถอะ
“แล้วก็ใส่แต่เสื้อเชิ้ต บอกตามตรงนะครับ คุณชายมาก หมั่นไส้พิกล” เมื่อวานเขาก็ใส่เสื้อยืดแล้วไม่ใช่เหรอ เจ้าตัวเป็นคนค้นตู้เสื้อผ้าเขาเองนั่นแหละ กว่าจะหาได้ก็กินเวลาไปนานเหมือนกัน
“เสื้อตัวนี้ผมซื้อให้เป็นของรับขวัญที่ผมพาคุณชายออกมาเที่ยวก็แล้วกันนะครับ” คนตัวเล็กชูเสื้อสีแดงขึ้นก่อนจะหันไปมองทางอื่นเผื่อว่าจะได้เสื้อสีอื่นอีกสักสองสามตัว นัยน์ตาคมจดจ้องไปยังร่างเล็กที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าตลอดเวลา ริมฝีปากหนายกยิ้มตามน้อยๆ
นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าความสุข
“เลือกเสื้อให้ฉันทีสิ ตามใจนายเลยก็แล้วกัน” คนตัวเล็กหันมาทำตาวาวใส่เจ้านายพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเสียจนคนมองนึกกลัวก่อนที่จะวิ่งดุ๊กๆไปคว้าเสื้อผ้าที่เล็งไว้ บยองฮอนมองตามพลางขมวดคิ้วน้อยๆเพราะเสื้อผ้าที่อยู่ในมือน้อยนั้นสีไม่ซ้ำกันสักตัว แล้วแต่ละสีล้วนเป็นสีที่เขาไม่เคยใส่ทั้งสิ้น
“เจ้านายมีเงินสดใช่ไหมครับ ผมไม่มีถึงขนาดว่าจะจ่ายทั้งหมดนี่ได้หรอกนะครับ”
“เลือกไปเถอะ อยากให้ฉันใส่แบบไหนก็เลือกไป” ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือเปล่าที่พูดไปแบบนั้นเพราะรู้สึกว่าสีที่คว้ามาเพิ่มจะเป็นสีแปลกๆทั้งสิ้น พอถามว่าแน่ใจแล้วเหรอว่าจะเอาสีนี้เจ้าตัวก็บอกว่าเจ้านายไม่ได้ดำมากมายขนาดนั้น ใส่ได้ทุกสีนั่นแหละ ดีไม่ดีตอกกลับมาว่าก็ให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวแล้วตามใจนิดนึงไม่ได้เหรอ
อยากรู้นักว่าเขาไปขัดเจ้าหนูนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงได้ร่ำร้องให้เขาตามใจ
ไม่นานนักเจ้าตัวเล็กก็หอบเสื้อผ้าทั้งหมดเดินออกจากร้าน ร่างสูงหันไปมองผู้ช่วยที่อมยิ้มน้อยๆตลอดเวลาก่อนจะพากันเดินกลับไปที่รถ ในตอนแรกเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมชานฮีถึงต้องให้เขาแวะที่ตลาดสดแสนจะแออัดนี้ด้วย สองข้างทางนั้นเป็นร้านขายเสื้อผ้าหรือข้าวของเครื่องใช้ส่วนตรงกลางที่ควรจะเป็นทางเดินกลับเป็นรถเข็นที่ขายอาหารสำเร็จรูปแทน แต่ก็ต้องรีบเข้าใจทันทีเมื่อผู้ช่วยตัวน้อยคว้าเสื้อขึ้นมาทาบที่ลำตัว นี่ก็ไม่รู้ไปนั่งทำความเข้าใจกับคำว่าผู้ช่วยส่วนตัวอีท่าไหนผลมันถึงได้ออกมาแบบนี้
“เจ้านายเปลี่ยนเป็นเสื้อตัวนี้นะครับ นะ” ร่างสูงที่นั่งหน้าพวงมาลัยหันกลับมามองเสื้อตัวสีแดงที่ผู้ช่วยตัวเล็กเป็นคนจ่ายเงินก่อนจะถอนหายใจน้อยๆ ซื้อมาแล้วใส่เลย เจ้าหนูนี่ไม่คิดจะซักก่อนหรือยังไง
“จะให้ไปเปลี่ยนที่ไหนล่ะ แถวนี้มีห้องน้ำเหรอ”
“เปลี่ยนในรถก็ได้ครับ แค่เสื้อเอง ไม่ต้องเขินหรอกน่า ผมไม่แอบมองหรอก” ชานฮีรีบยัดเสื้อใส่มือเจ้านายก่อนที่จะถูกปฏิเสธ มือน้อยยกขึ้นปิดตาแน่นเรียกรอยยิ้มจากคนมองได้เป็นอย่างดี มือกว้างตัดสินใจที่จะปลดกระดุมเสื้อเชิ๊ตสีดำแล้วถอดมันออก คว้าเสื้อยืดสีแดงขึ้นมาสวมแทน นึกแล้วก็ได้แต่ขำตัวเองน้อยๆ เสื้อตัวสีแดงที่อาราซื้อมาให้จากเมืองนอกเขากลับไม่อยากใส่ แต่ว่าเสื้อของเจ้าหนูน้อยนี่เขากลับยอมใส่อย่างง่ายดาย
“เสร็จแล้ว” ชานฮีเอามือออกจากใบหน้าหันมามองเจ้านายที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีแดงที่ตนเป็นคนซื้อให้
“ทำไมคันๆที่ต้นคอ” คนตัวเล็กขยับกายเข้าใกล้เจ้านาย เอื้อมมือไปดูว่ามีอะไรอยู่ที่คอเสื้อด้านหลังหรือไม่ สิ่งที่พบทำเอาดวงตานั้นโตขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“ผมลืมเอาป้ายราคาออก ขอโทษนะครับเจ้านาย” วงแขนเล็กเอื้อมไปโอบรอบลำคอแกร่งเพื่อที่จะได้ดึงป้านราคาออกง่ายๆ หากแต่คนตัวสูงนั้นได้แต่นั่งเกร็งเพราะลมหายใจอุ่นที่รดต้นคอ กลิ่นหอมอ่อนๆทำให้ร่างสูงเผลอสูดเข้าไปเสียจนเต็มปอดก่อนที่จะเปิดเปลือกตาขึ้นเมื่อมือน้อยนั้นเลื่อนมาจัดสร้อยคอให้
“บอกแล้วว่าเจ้านายใส่ได้ทุกสีนั่นแหละ หล่อจริงๆ เจ้านายใครไม่รู้” ร่างสูงกระพริบตาถี่ๆเพื่อเรียกสติก่อนจะหันกลับไปพับเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งถอดออกเมื่อสักครู่
“โห คุณชายที่สุดอ่ะ ผมพับให้ดีกว่า” มือเล็กเอื้อมมาหยิบเสื้อที่ไม่ว่าจะพับอย่างไรก็ยังคงเป็นเพียงกองผ้าอะไรสักอย่างหาใช่เสื้อเชิ้ตราคาหลายหมื่นวอนตามราคาจริง คนตัวเล็กพับอย่างบรรจงก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำเอาคนฟังถึงกับต้องหันไปมอง แต่ก็ดูเหมือนว่าคนพูดนั้นจะไม่ได้ใส่ใจกับวาจาที่ดูเหมือนว่าจะเล็กน้อยของตัวเองเลยสักนิด
“น้ำหอมกลิ่นนี้ของเจ้านายห๊อมหอม ผมชอบจังครับ”
T B C .
ไก่วัดไม่ได้อ่อยสมภารเลย จริงๆนะ
ปล. อิมเมจพี่ยูชอน /รูปดีๆไม่ได้หาง่ายๆนะคะ จดจำความหล่อของเขาเอาไว้ให้ดีๆ
No comments:
Post a Comment