รถสีดำจอดเทียบหน้าบ้านหลังน้อยก่อนที่คนตัวเล็กจะลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเป้ที่หอบไปด้วยเมื่อวาน ยืนรอกระทั่งยานพาหนะนั้นเคลื่อนตัวออกไปจนลับตาขาเล็กจึงยอมที่จะก้าวเข้ามาในบ้าน
ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มน้อยๆ มองเข้ามาด้านในก่อนจะเอ่ยร้องบอกคนในบ้านว่าตนนั้นกลับมาแล้ว
แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับไปนั้นคือความเงียบงันจนต้องขมวดคิ้ว
มือบางเปิดประตูเข้ามาด้านในมองไปทั่วๆก่อนจะหยุดชะงักเมื่อพบว่าคนที่อยู่ในบ้านนั้นไม่ได้มีแค่ครอบครัวของตน
เอียงคอน้อยๆเมื่อรู้สึกคุ้นกับแผ่นหลังบอบบางและเส้นผมยาวสลวยนั่น
ก่อนจะเบิกตาอย่างตกใจเมื่อเห็นว่าใบหน้าที่หันมานั้นคือคนที่ตนได้ทำร้ายด้วยความเห็นแก่ตัว
รอยยิ้มสวยที่ถูกส่งให้นั้นไม่ได้ทำให้ชานฮีรู้สึกดีแต่อย่างใด
มีแต่จะรู้สึกผิดมากขึ้น ครั้นพอจะเอ่ยถามว่ามาที่นี่ได้อย่างไรก็ต้องปิดปากเงียบ คุณอาราเธอร่ำรวยเสียขนาดนั้น
อยากรู้อะไรก็เพียงแค่จ่ายเศษเงินของเธอ มันจะไปยากอะไรกัน
“พี่เป็นห่วงเราน่ะค่ะ เห็นว่าไม่ค่อยสบาย”
“เราไม่สบายเหรอชานฮี” เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงก่อนที่มารดาจะลุกขึ้นเดินมาหาเขาและยกมือขึ้นแตะหน้าผากและผิวแก้มไปมา
“ปวดหัวหรือเปล่าชานฮี”
“น้องไม่เป็นอะไรฮะ แค่เหนื่อยๆเอง” เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
แม้ว่าจะไม่มีพ่อคอยดูแลแต่ความอบอุ่นที่ได้รับจากคนในครอบครัวนั้นก็ไม่ได้ขาดหายแต่อย่างใด
แล้วทำไมเขายังถึงอยากจะเรียกร้องจากพี่บยองฮอนอีกนะ
“เอ่อ คุณอาราฮะ เดี๋ยวผมล้างกล่องข้าวคืนให้นะฮะ”
“แม่ล้างให้ดีกว่า เราพักผ่อนเถอะ” ชานฮียอมที่จะส่งกล่องข้าวในมือให้กับแม่อย่างง่ายดายเพราะเขาเองก็ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับคุณอาราสักเท่าไหร่นัก
กลัวว่าจะรู้สึกผิดมากไปกว่านี้
เพียงเท่านี้ก็แทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
“ดูแลตัวเองดีๆนะคะ ถ้าพี่บยองฮอนใช้งานเยอะบอกพี่ได้เลยนะ”
เธอพูดอย่างใจดี ชานฮีก็ได้แต่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนของบ้านไป
แต่จะมีใครรู้บ้างเล่าว่าภายใต้ใบหน้าสวยงามนั้นแอบซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้
“ขนมมาแล้ว” จานคุกกี้ถูกวางลงบนโต๊ะรับแขกตัวเล็กพร้อมกับน้ำผลไม้คั้นที่ต้นนำมาจากห้องครัวเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยียนกันถึงบ้าน
แต่รอยยิ้มถูกแต้มบนใบหน้านั้นค่อยๆจางลงเมื่อเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย
เขาก็พอจะรู้ว่าน้องชายของเขากลับบ้านมาแล้ว และก็กลับมาเหมือนทุกๆวัน
ก็คงจะได้คุยกันบ้างแล้วกระมัง
“เด็กๆคุยกันไปนะ เดี๋ยวยายขอขึ้นไปดูชานฮีหน่อย”
ยูชอนลุกขึ้นไปช่วยพยุงยายของตนก่อนจะกลับมานั่งอย่างนึกเป็นห่วงความรู้สึกของหญิงสาว
เขารู้จักกับอาราตั้งแต่ตอนที่เขาเรียนอยู่ต่างประเทศเพราะเธอรู้จักกับจุนซู
หลังจากที่ได้ถามจุนซูเกี่ยวกับเรื่องของเจ้านายน้องชายเขาเองก็ตกใจพอสมควร
ไม่คิดว่าคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั้งหมดจะอยู่ใกล้ตัวมากขนาดนี้
ใกล้เสียจนน่ากลัว
ยูชอนกลัวว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเลยเถิดและคนที่เสียใจที่สุดก็คือน้องชายคนเดียวของเขา
เขาจึงเลือกที่จะพูดคุยกับอารา แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเขาเห็นอะไรมาบ้าง
หากในใจลึกๆนั้นก็รู้ดีว่าหญิงสาวต้องรู้มากกว่าที่เขาเคยบอกไปอย่างแน่นอน
“เขาสองคนไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยมากไหมคะพี่ยูชอน”
“ไม่บ่อยมากหรอก ชานฮีคงไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้”
“ฉันไม่โทษใครหรอกค่ะ ฉันจะไม่โทษใครเลย” ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น มีเพียงแววตาหมองหม่นเท่านั้นที่แสดงออกอย่างชัดเจน “ฉันผิดเองที่ทำให้พี่บยองฮอนรักฉันไม่ได้”
“พี่อยากให้เราหยุดเรื่องทุกอย่าง พี่ไม่อยากใครทุกคนเสียใจมากไปกว่านี้
เธอช่วยพี่ได้ไหม” หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะปล่อยให้หยาดน้ำแห่งความเสียใจร่วงหล่นอย่างไม่คิดจะเช็ดออก
เธอจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไหมถ้าเธออยากได้คนรักของเธอคืน
แม้ว่าเขาจะไม่ได้รักเธอเลย
* * *
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามทีก่อนจะถูกเปิดออก
ทำให้คนที่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บนเตียงนอนต้องรีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว หันไปมองยังญาติผู้ใหญ่ด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอนตัวลงนอนตักเมื่อยายนั่งลงบนเตียงนอนของตน
สัมผัสอุ่นทำให้หัวใจดวงน้อยรู้สึกถึงความรักความห่วงใยที่ได้รับมาตลอดชีวิต
จำได้ว่าตอนไปเข้าค่ายครั้งแรกเขาคิดถึงที่บ้านมากแค่ไหน
อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ได้ เพียงแค่สามวันแต่รู้สึกราวกับสามปี
แล้วพี่บยองฮอนล่ะ...พี่บยองฮอนต้องใช้ความอดทนมากสักเท่าไหร่กัน
“ผู้หญิงคนนั้นเขาเป็นแฟนกับบยองฮอนเหรอชานฮี” คำถามจากยายทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ความเจ็บปวดค่อยๆกลืนกินทีละน้อย
หายใจไม่ออกเอาเสียเลย
“ไม่เห็นบยองฮอนเคยพูดถึงเลยนะตั้งแต่รู้จักกันมา
เขาเป็นเพื่อนกับยูชอนน่ะ โลกกลมจริงๆ” เสียงหัวเราะของยายไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายใจแต่อย่างใด
มีแต่ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเสียจนวุ่นวายไปทั้งหัวสมอง
กลัวว่าพี่ยูชอนจะรู้...แล้วห้ามไม่ให้เขารักพี่บยองฮอน
“น้องเหนื่อยจังเลยฮะยาย เหนื่อยตรงที่หัวใจ
เหนื่อยจนไม่อยากหายใจ”
“เรายังมีบ้านหลังนี้นะชานฮี อย่าลืมสิ มียาย มีแม่แล้วก็ยูชอน”
ชานฮียันกายลุกขึ้นก่อนจะเข้าสวมกอดยายด้วยอยากจะหาที่พักพิง
อยากจะร้องไห้ออกมาเสียด้วยซ้ำแต่ก็กลัวว่ายายจะไม่สบายใจ
แต่ถ้าจะให้กลั้นแล้วเก็บมันเอาไว้เขาก็ทำไม่ไหวเหมือนกัน
“เดี๋ยวคืนนี้น้องจะไปนอนที่บ้านเจ้านายนะฮะ”
คงมีแค่พี่บยองฮอนเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้ในตอนนี้
* * *
ปลายนิ้วเรียวพรมลงบนเบสสีเข้มตัวเดิมที่เขาเล่นมาแต่ไหนแต่ไร
เสียงดนตรีต่ำๆบรรเลงไปเรื่อยๆก่อนจะหยุดลงเมื่อประตูห้องนั้นถูกเปิดออก รอยยิ้มเล็กๆผุดขึ้นบนใบหน้าคมก่อนที่จะตามด้วยเสียงพ่นลมหายใจ
คุณนมก็เป็นแบบนี้เสมอ
ถ้าเขาหายเข้ามาในห้องนี้นานเกินไปก็จะตามขึ้นมาดูว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่มอบให้แก่กัน แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าเพียงพอ
“อีกสักพักผมก็จะกลับห้องแล้วล่ะครับนม นมพักผ่อนเถอะ
ผมไม่เป็นอะไร” บานประตูถูกปิดลงและตามด้วยความเงียบที่ครอบคลุมห้องสี่เหลี่ยมนี้อีกครั้ง
น่าแปลกที่วันนี้คุณนมไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาคิดอะไรมากมายนัก
มือกว้างวางเบสลงกับขาตั้งก่อนจะจ้องมองไปยังเครื่องดนตรีที่ตนเล่นมาตั้งแต่เด็ก
เครื่องดนตรีที่เป็นของขวัญชิ้นแรกจากมารดา
แม้จะผ่านมาเนิ่นนานแล้วแต่สภาพของมันก็ยังใหม่อยู่เสมอ เขาดูแลมันอย่างดี
เหมือนเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้ว่ามารดายังไม่ลืมเขา
เหมือนกับโลกนั้นหยุดหมุน
ร่างสูงได้จมสู่ความรู้สึกที่เรียกว่าความสุขจากครั้งอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนาน
นานจนความรู้สึกทั้งหลายค่อยๆจางลง
นึกไม่ค่อยจะออกแล้วว่าวันนั้นมารดาพูดอะไรกับเขาบ้าง
รู้เพียงว่าวันนั้นเขาดีใจเสียเหลือเกิน
แต่เหมือนกับร่างที่ตกลงจากที่สูงลงสู่พื้นดิน
มีความสุขกับการไขว่คว้าอากาศได้ไม่นานก็ต้องรีบตื่นเมื่อรู้ว่านั้นคือเพียงภาพลวงที่สร้างขึ้นมา
พื้นดินแข็งทื่อนี้ต่างหากที่คือความจริง
พื้นที่เขายืนอยู่อย่างโดดเดียวนี่ต่างหาก
แต่ตอนนี้เขามีเจ้าหนูตัวน้อยนั่นแล้วนี่
ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างก่อนจะสะบัดหน้าไปมาหลายๆที ยอมรับว่าพักหลังๆนี้ชานฮีเข้ามาอยู่ในความคิดของเขาแทบจะตลอดเวลา
เขาคิดถึงอีกฝ่ายด้วยความสุข
แต่หลังจากที่ได้คุยกันเมื่อคืนก็คอยคิดอยู่แทบจะตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายจะเจ็บปวดแค่ไหนกัน
“พี่บยองฮอน” เรียวคิ้วขมวดมุ่นก่อนจะคลายออกเมื่อคิดว่าตนคงคิดถึงเด็กน้อยมากเกินไปจนประสาทหลอนได้ยินเสียงเรียกแต่ก็ต้องรีบเข้าใจว่านั่นคือความจริงเมื่อรู้สึกถึงวงแขนเล็กที่โอบรอบลำคอของตนจากด้านหลัง
ลำตัวบอบบางนั้นแนบชิดเสียจนไม่เหลือช่องว่าง
คงจะมีแค่ความอบอุ่นจากคนตัวเล็กนี้กระมังที่เป็นปัจจุบันสำหรับเขา
“น้องนอนด้วยนะ”
“นอกเวลางานแล้วพี่ต้องตามใจเราสินะ”
“งั้นตอนนี้น้องก็ไม่ใช่ผู้ช่วยใช่ไหมฮะ น้องจะเอาแต่ใจแล้วนะ”
“ตอนนี้พี่ก็ไม่ใช่เจ้านายเหมือนกันนั่นแหละเด็กน้อย”
ใบหน้าคมหันเข้าหาใบหน้าใสพร้อมรอยยิ้ม แนบริมฝีปากลงบนสิ่งเดียวกันของอีกฝ่ายแต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
“แล้วถ้าต่อหน้าคนอื่นจะเรียกอะไรดีนะ คุณชายดีไหม
คุณชายไก่” เอ่ยพร้อมรอยยิ้มทะเล้น
ก่อนจะปล่อยวงแขนออกจากอีกฝ่าย
นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกันหากแต่หันหน้าไปคนละทางกับชายหนุ่ม
นัยน์ตาคมมองกระเป๋าเป้ที่อยู่บนหลังเล็กแล้วยิ้มขำ เด็กหนอเด็ก
แบกไปแบกมาแบบนี้ลำบากจะตาย น่าจะบอกให้เขาไปรับตั้งแต่แรก
“แล้วทำไมลูกเป็ดน้อยไม่บอกให้คุณชายไปรับล่ะครับ
ดึกแล้ว ลำบากแย่”
“ไม่เอาลูกเป็ดนะ” หันมาแว้ดเสียงดังก่อนจะกอดอกสะบัดหน้าเชิดอย่างแสนงอนจนคนมองอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
แบบนี้สิ...เขาถึงยอมที่จะเป็นคนเลว
“งั้นเป็นพี่บยองฮอนของน้องเหมือนเดิมเถอะ” มือกว้างรั้งศีรษะกลมให้เอนซบไหล่ของตน
ความหวั่นไหวที่เคยก่อเกิดขึ้นยามได้เข้าใกล้เริ่มที่จะจางหาย
เหลือแต่ความรู้สึกที่สามารถมั่นใจได้ว่ามันไม่ใช่เพียงอารมณ์ชั่ววูบ
“ทำไมวันนี้ถึงจะนอนที่นี่ล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
“แค่เหนื่อยๆ อยากร้องไห้
แต่ไม่กล้าร้องที่บ้านเลยจะมาหาคนปลอบใจแถวนี้”
“ร้องไห้ทำไมล่ะ เสียใจเหรอที่เลือกแบบนี้” กลั้นใจถามแม้จะกลัวคำตอบก็ตาม กลัว กลัวว่าชานฮีอยากจะกลับไปยืนที่จุดเดิม
แล้วเขาต้องอยู่ในจุดที่ต้องยืนอย่างอ้างว้างเพียงคนเดียว
“ไม่เสียใจฮะ เพราะถ้าน้องไม่เลือกแบบนี้น้องก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่น้องรู้สึกคืออะไร
แล้วน้องก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าพี่บยองฮอนเนี่ย ไม่ธรรมดาเหมือนกัน” เงยหน้าขึ้นมาสบนัยน์ตาคมที่จดจ้องกัน ยกยิ้มน้อยๆก่อนจะเอนศีรษะพิงกับไหล่กว้าง
พ่นลมหายใจราวกับอยากจะทิ้งความรู้สึกหนักอึ้งนี้ออกไปให้หมด
“อยากร้องไห้ก็ร้องเถอะ อยากระบายอะไรก็ระบายเลย
แต่ให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ แค่ครั้งเดียว” เสียงสะอื้นจากคนตัวเล็กดังขึ้นก่อนจะรู้สึกถึงหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นกระทบไหล่กว้างของตน
เขาเชื่อว่าชานฮีไม่ได้เสียใจที่เลือกแบบนี้
แต่อาจจะรู้สึกผิดเหมือนกับที่เขารู้สึกอยู่ แต่จะให้ทำอย่างไรกันเล่า
หากเลือกได้เขาก็อยากจะรักอารา และให้เจ้าเด็กน้อยคนนี้รักคนอื่นเหมือนกัน
แต่หัวใจมันบังคับกันไม่ได้
“มันใช่ความรักหรือยังฮะ สิ่งที่น้องรู้สึก มันคือความรักหรือยัง
แล้วถ้าวันนึงน้องต้องคืนพี่ให้กับคุณอาราน้องจะเจ็บกว่าตอนนี้หรือเปล่า” หัวใจแทบจะแหลกละเอียดเมื่อได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยคิด
เขาไม่เคยคิดถึงอนาคตเลยด้วยซ้ำ จะเรียกว่าไม่อยากคิดก็ว่าได้
เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันต้องลงเอยอย่างไร
“เธอแสนดีเหลือเกินฮะ ฮึก คุณอาราเธอแสนดีเหลือเกิน”
“น้องกลัวเธอจะเสียใจ แต่ก็ปล่อยพี่ไปไม่ได้ น้องเห็นแก่ตัว
ฮึก”
“น้องอยากจะทำให้พี่ยิ้ม น้องอยากให้พี่มีความสุข น้องอยากอยู่แบบนี้”
“จะอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ฮึก ถึงคุณอาราจะได้พี่คืนไป
ฮึก ฮืออ น้อง น้องก็จะยังอยู่ตรงนี้”
“ความรู้สึกแบบนี้ มันใช่ความรักหรือยังฮะ” ร่างสูงหันกายเข้าหาคนตัวเล็กที่ขยับตัวออกจากเขา
ยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาให้หายไปจากพวงแก้มเนียน เขาไม่ชอบเวลาชานฮีร้องไห้เลย
แต่ก็พร้อมที่จะปลอบโยน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม เคยได้ยินแต่ว่าคนเราเวลาไม่ชอบอะไรก็จะไม่เข้าใกล้ไม่ใช่หรือ
แล้วทำไมน้ำตาจากคนตัวเล็กนี้ถึงทำให้เขาหัวใจอ่อนยวบไปหมดนะ อยากจะรั้งเข้ามากอด
ปลอบประโลมให้หยุดร้องไห้
อยากจะจูบเบาๆที่ริมฝีปากบางนี้ให้อีกคนได้รู้สึกว่าเขายังอยู่ตรงนี้
เขาจะไม่ไปไหนทั้งนั้น
ไม่มีทางจะปล่อยให้ชานฮีต้องทนสู้กับความเสียใจเพียงคนเดียว
วงแขนแกร่งวางเรือนร่างบอบบางในอ้อมแขนลงบนเตียงนอนนุ่มของตน
ตามด้วยกระเป๋าเป้ที่เจ้าตัวนั้นหอบมาจากบ้านลงบนพื้นข้างๆเตียง
ทรุดกายลงนั่งข้างกันก่อนจะเอื้อมมือไปแตะใบหน้าใสที่เริ่มจะซีดน้อยๆ
เปลือกตาแดงช้ำด้วยผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ร้องเสียจนไม่มีแรงจะร้อง
ร้องเสียจนแทบจะขาดใจ
ชานฮีจะรู้ไหมว่าหัวใจเขาขาดรอนไปตั้งแต่น้ำตาหยดแรกแล้ว
เจ็บเสียจนหายใจไม่ออก
จำต้องยกมือขึ้นมาทุบที่แผ่นอกกว้างของตัวเองเสียจนดังอั่กเพื่อให้หัวใจนั้นกลับมาทำงานได้เหมือนปกติ
สงสารชานฮีที่เป็นแบบนี้ แต่ไม่สงสารตัวเองเลยแม้แต่น้อย เลือกที่จะรั้งชานฮีไว้เขาเองก็เจ็บ
ต้องเผชิญกับความรู้สึกจะขาดใจเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กเองก็ไม่ได้มีความสุขเสียเท่าไหร่นัก
แต่ถ้าเขาปล่อยชานฮีไปล่ะ เขาจะทนได้ไหม แล้วชานฮีล่ะ จะเป็นเหมือนเขาใช่ไหม ชานฮีก็อาจจะเจ็บเหมือนกับเขา
ไม่ว่าจะรั้งหรือจะปล่อยไปก็เจ็บสินะ
ตราบใดที่เขายังมีอาราอยู่แบบนี้
บยองฮอนได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักอก
ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะมีความรู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย
อยู่มาตั้งนานไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร แต่พอมาพบกับชานฮีเขากลับไม่สามารถควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจได้
คิดเกินเลยกับเจ้าหนูตัวน้อยนี้ตั้งแต่สบตาเลยก็ว่าได้
นัยน์ตาที่พราวไปด้วยประกายแห่งความสดใสนี้ทำให้เขาอยากจะสัมผัสกับแสงสว่างที่ไม่เคยส่องเข้าถึงจิตใจแสนอ้างว้างนี้
ชานฮีก็เป็นเหมือนกับดวงดาวที่ส่องประกายในท้องฟ้าอันมืดมิด
อยากจะเห็นแก่ตัวคว้าดวงดาวดวงนี้เก็บไว้กับตน
กำไว้ให้แน่นเพื่อไม่ให้หลุดลอยคืนสู่ฟากฟ้า แม้จะรู้ดีว่าทำไม่ได้
แต่ด้วยความทะเยอทะยานที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กทำให้เลือกที่จะมองข้ามความเป็นจริงไป
คนเรามันก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น เขาไม่ใช่คนดีมากมายอะไร
เขาก็แค่ผู้ชายธรรมดาคนนึงที่มีเลือด มีเนื้อ มีความรู้สึก มีความต้องการ
ที่ผ่านมาเขาสละความสุขของตัวเองมามากพอแล้ว
ริมฝีปากหนาประกบลงบนหน้าผากใสก่อนจะค่อยๆเลื่อนลงมายังเปลือกตาบางที่บวมช้ำ
แม้แต่ปลายจมูกเล็กเองก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากสัมผัสของเขาได้ แต่ก็ต้องหยุดชะงักไว้เพียงเท่านี้ทั้งที่ในใจอยากจะรุกล้ำริมฝีปากบางนั้นมากมายเพียงใด
ยกยิ้มน้อยๆก่อนจะละออกจากใบหน้าใส
หัวใจในกายนี้ร่ำร้องอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการให้คนตรงหน้านี้เสียใจ
ร่ำร้องเสียงดังว่ารักร่างน้อยนี้มากเพียงไหน
ร่ำร้องจนมั่นใจว่าตนนั้นไม่ใช่เพียงแค่หลงไปกับความสดใสนี้
เขารักชานฮี
รักแบบที่ไม่เคยรักใครมาก่อนในชีวิต
มือกว้างหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูออกจากกระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินไปยังระเบียงด้านนอก
ทอดมองผืนฟ้าที่มืดมิดเสียจนน่าหดหู่ใจ
แต่ก็ยังมีดาวดวงเล็กที่ส่องแสงนำทางให้กับคนที่ยังเดินหลงอยู่ในวังวนแห่งความเศร้า
ชานฮีคือดาวดวงนั้น
ปลายนิ้วเรียวกดโทรหาคนที่คุ้นเคยก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู
เสียงสัญญาณรอสายนั้นไม่ได้ทำให้ความมั่นใจที่มีลดน้อยลง เขาไม่อยากทำร้ายใคร
แต่ถ้าเขาไม่ทำ มันก็มีแต่จะเจ็บกันทุกคน เขาควรจะพูดให้รู้เรื่องรู้ราวไปเสียที
[ค่ะ พี่บยองฮอน]
“อาราครับ พี่มีเรื่องคุยกับเรา”
T B C
อะไรนะคะพี่คะ
พี่ว่าไงนะ น้องได้ยินไม่ถนัดเลยค่ะ
กรี๊ดดดดดดทำไมเหมือนหัวใจตัวเองจะหยุดเต้น....
ReplyDelete