ร่างกลมของว่าที่คุณแม่ที่อยู่ในชุดคลุมท้องนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่สวนดอกไม้หน้าบ้าน สายลมอ่อนๆที่มาพร้อมกับความร่มรื่นของต้นไม้ทำให้บรรยากาศในยามบ่ายเป็นใจสำหรับการพักผ่อน ทั้งโสตประสาทยังรับเสียงเพลงบรรเลงเบาๆที่เปิดให้เจ้าตัวน้อยในท้องฟังทำให้ความง่วงเริ่มที่จะถามหา มือบางยกขึ้นขยี้ตาเล็กน้อยก่อนที่จะวางหนังสือลงบนหน้าท้องของตน เอนศีรษะแล้วหลับตาลงด้วยหวังจะหลับเอาแรงสักนิด วันนี้เด็กดื้องอแงเล็กน้อยทำให้รู้สึกอ่อนเพลียกว่าวันอื่น อาจเพราะยังไม่ได้เจอกับคุณมาร์กาเร็ต คุณยายใจดีที่มักจะมาพร้อมกับเบเกอรี่หรือไม่ก็ผลไม้สดจากสวนจึงแผลงฤทธิ์เสียจนคนเป็นแม่อดที่จะปวดหัวไม่ได้
เมื่อครั้งที่ตัดสินใจมาที่อังกฤษชานฮีไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากมายนัก ทุกอย่างมันกะทันหันไปหมด กระทั่งเสื้อผ้าก็มีอยู่แค่ไม่กี่ชุดเพราะคิดว่าจะกลับมาอยู่ที่บ้านของตนในกรุงลอนดอน แต่อยู่ได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องย้ายมาที่คอทส์โวลส์เพราะชื่นชอบความเรียบง่ายและธรรมชาติเสียเหลือเกิน โชคดีที่บิดาของตนมีบ้านอยู่หลังหนึ่งในเมืองนี้ทำให้ไม่เสียเวลาจัดการเรื่องราวอะไรมากนัก แต่ที่โชคดีที่สุดคือบ้านหลังนั้นคือบ้านกระท่อมหินในนิทานที่ไม่ว่าใครก็อยากจะครอบครอง แม้ว่าจะไม่ได้หลังใหญ่โตมากมายนักแต่ด้วยสภาพแวดล้อมรอบข้างนั้นเต็มไปด้วยความเอื้ออาทรชานฮีจึงไม่ลังเลเลยที่จะอยู่
หมู่บ้านไบบิวรี่เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดของอังกฤษ จุดเด่นของหมู่บ้านคงหนีไม่พ้นตึกรามบ้านช่องที่ทำจากหินสีน้ำผึ้งเหมือนกระท่อมหินในนิทานและเรียงรายกันยาวไปเป็นแถว แม้ว่ากระท่อมหินเหล่านี้จะมีอายุกว่าสี่ร้อยปีทว่าได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยผู้อยู่อาศัยที่ภูมิใจในบ้านหลังน้อยของตน นอกจากนี้ธรรมชาติในไบบิวรี่นั้นยังมีความสวยงามให้ได้ชื่นชมกันอย่างมากมาย ทั้งแม่น้ำ Coln ที่ไหลผ่านใจกลางหมู่บ้านซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาดทำให้มองเห็นสาหร่ายสีเขียวและปลาที่แหวกว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำอย่างชัดเจน ซ้ำยังมีเป็ดและหงส์ที่ว่ายน้ำเล่นโดยหาได้มีใครไปรบกวน ทั้งนี้ยังมีสวนดอกไม้ที่เจ้าของบ้านแต่ละหลังปลูกไว้ส่งให้บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยความงดงามและความสงบ ผู้คนเองก็ใจดีส่งยิ้มหรือโบกไม้โบกมือให้ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกัน
ผู้คนส่วนมากในเมืองนี้เป็นคนเกษียณอายุที่ค่อนข้างมีฐานะทำให้ลักษณะนิสัยนั้นมีความเป็นผู้ดีเหมือนอย่างที่ใครหลายๆคนขนานนามให้กับประเทศนี้ การใช้ชีวิตก็เรียบง่ายด้วยเป็นชีวิตแบบชนบทที่อยู่กับธรรมชาติอันร่มรื่น ไม่ได้มีแสงสีอะไรมากมายนัก ความบันเทิงหลักของคนในหมู่บ้านคือการออกมาเดินเล่นริมแม่น้ำ ให้อาหารปลา ดูเป็ดว่ายน้ำ ซึ่งเป็นความสุขแบบดั้งเดิมที่หาได้ยากในโลกยุคปัจจุบัน ชานฮีอยากให้ลูกเติบโตในสภาพสังคมเช่นนี้เพื่อที่จะได้เป็นคนแบบเต็มคน ไม่จำเป็นต้องตะเกียกตะกายไขว่คว้าสิ่งจอมปลอมที่สังคมไปประเมินว่าสูงส่งทั้งที่จริงแล้วไม่ได้มีค่าอะไร
การตัดสินใจนี้ไม่ได้มีใครห้ามหรือขัดขวางแต่อย่างใด บอกเพียงว่าถ้านี่คือสิ่งที่ต้องการก็จะไม่ว่าอะไรเพราะยังไงเขาก็เป็นเด็กดีมาโดยตลอด ชานฮีก็เลือกที่จะปิดบังเรื่องตั้งท้องเพราะไม่อยากให้ผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นห่วง อีกทั้งยังมีปัญหาที่ยังคาราคาซังก็คือใบหย่าที่เขาเองก็ยังไม่ได้เซ็นแต่อย่างใด ฉะนั้นสถานะทางนิตินัยของอี ชานฮียังคงเป็นภรรยาของอี บยองฮอนอยู่เช่นเดิม มีเพียงพฤตินัยเท่านั้นที่บ่งบอกว่าทุกอย่างมันจบไปนานแล้ว
การใช้ชีวิตโดยไม่มีใครผ่านไปได้ยากพอสมควร อาจเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทำให้รู้สึกรู้สาไปเสียหมด ทั้งที่ปกติแล้วเคยทนต่อความเจ็บปวดได้ ทว่าเมื่อมาอยู่ที่นี่เพียงแค่ความคิดถึงหรือความน้อยใจมันก็ส่งให้น้ำตาไหลออกมาอย่างดื้อๆ โชคดีที่มีเพื่อนบ้านอย่างคุณมาร์กาเร็ตคอยช่วยดูแล ไม่เช่นนั้นชานฮีเองก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะผ่านความทรมานช่วงนั้นมาได้ยังไง
กระทั่งตอนนี้ที่ใกล้คลอดเต็มทนคุณมาร์กาเร็ตก็ยังคงดูแลอยู่ไม่ห่าง อาจเพราะคุณมาร์กาเร็ตเองก็อยู่ในวัยที่พร้อมจะเป็นคุณยายรวมทั้งอาศัยอยู่กับสามีแค่สองคน ไม่แปลกนักที่เธอจะเอ็นดูชานฮีเหมือนลูกหลานของตัวเอง คุณมาร์กาเร็ตจากมาที่บ้านในช่วงบ่ายโมงของทุกวัน ในมือนั้นจะมีตะกร้าสานที่บรรจุของจำพวกผลไม้ เบเกอรี่ หรือไม่ก็ของที่มีประโยชน์สำหรับคนท้อง เธอจะอยู่จนถึงตอนเย็นซึ่งช่วงหลังๆนี้ชานฮีเองก็ชวนคุณวิลเลี่ยมผู้เป็นสามีของเธอให้มาทานมื้อค่ำที่บ้านของตนซึ่งทั้งสองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ดีเสียอีกที่จะได้ช่วยกันทำอาหารและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นกัน
ในช่วงบ่ายของแต่ละวันนั้นมีกิจกรรมมากมายให้เลือกทำ ส่วนใหญ่จะเป็นการเที่ยวเล่นในหมู่บ้านแห่งนี้เพราะมีธรรมชาติมากมายให้เลือกชม หากวันไหนคุณวิลเลี่ยมไม่ได้ออกไปไหนก็มักจะพากันไปตกปลาเทราต์ มื้อเย็นของวันก็จะเป็นเสต็กปลาเสียส่วนมาก หากวันใดคุณวิลเลี่ยมออกไปพบเพื่อน คุณมาร์กาเร็ตก็จะชวนทำขนมหรือไม่ก็ชวนไปเดินเล่นยังที่ต่างๆภายในเมืองแห่งนี้ ทว่าช่วงหลังจะเป็นการนั่งคุยหรือพากันอ่านหนังสือเสียมากกว่าเพราะชานฮีเองเดินไม่คล่องเหมือนแต่ก่อน แล้วจะเจ็บท้องขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครกล้าเดา
“ชานฮี”
“.....” เสียงเรียกพร้อมกับสัมผัสที่ไหล่ทำให้ค่อยๆลืมตาขึ้นมา ยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือหญิงชราใจดีของตน ขยับกายเล็กน้อยเพื่อให้สบายตัวพร้อมกับถอดหูฟังและวางหนังสือลงบนโต๊ะตรงหน้า
“เมื่อวานลูกชายฉันเอาแอปเปิ้ลมาให้ ก็เลยทำพายแอปเปิ้ลมาฝากเธอ”
“ขอบคุณมากนะครับ”
“ใกล้จะคลอดเต็มทนแล้วชานฮี ยังออกมาเดินเล่นพร่ำเพรื่ออีก”
“ก็อยากตากอากาศนี่ครับ สบายออกนะ”
“ถ้าเธอเป็นลูกฉัน ฉันคงตีเธอจนเนื้อเขียว เข้าบ้านเถอะเด็กดื้อ อยู่นานเดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
“.ครับ” ชานฮีเลือกที่จะเชื่อฟังคุณมาร์กาเรตเพราะเธอเองก็ดูแลเขามาตั้งแต่ต้น ความห่วงใยที่เธอมีเทียบเท่ากับความห่วงใยที่คนเป็นแม่จะให้ลูกได้เลยด้วยซ้ำ
หญิงชราช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นก่อนจะพาเข้าไปในบ้าน ทรุดกายลงนั่งที่โซฟาก่อนจะขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้อยู่ในท่วงท่าที่สบาย แม้ท้องจะไม่ได้ใหญ่เพราะเป็นท้องแรกแต่ก็ใช่ว่าจะไม่อึดอัด บางวันนั้นปวดหลังมากเสียจนไม่รู้จะปวดยังไง บางวันก็เดินแทบไม่ได้เพราะเจ็บจนทนแทบไม่ไหว อยากจะร้องไห้เสียหลายหนแต่กลัวว่าจะกระทบกระเทือนถึงลูกจึงพยายามอดทนไว้ให้มากที่สุด
“ไปนอนที่โรงพยาบาลไหมชานฮี ถ้าเกิดปวดท้องตอนกลางคืนขึ้นมาล่ะ”
“กำหนดคลอดอีก 5 วันนี่ครับ สักสองสามวันค่อยไปก็ได้”
“ดื้อจริงเชียว”
“.....” ได้แต่ยกยิ้มจาง คุณมาร์กาเร็ตก็เป็นแบบนี้ มักจะบ่นมาเขาดื้ออยู่เสมอ
“วันนี้วิลเลี่ยมไปตกปลากับเพื่อนของเขา เย็นนี้ทานเสต็กกันอีกแล้วนะ เบื่อไหม?”
“ฝีมือคุณมาร์กาเร็ตดีเสียขนาดนั้น ผมจะเบื่อได้ยังไงล่ะครับ”
“ให้จริงเถอะ ไม่ใช่ว่าพอคลอดแล้วจะไม่ชอบเสต็กปลาของฉันนะ”
“โธ่...” หัวเราะเล็กๆกับคำเอ่ยนั้น ช่วงที่แพ้ท้องใหม่ๆชานฮีอยากกินจำพวกปลามากเป็นพิเศษ เดือดร้อนคุณวิลเลี่ยมต้องไปตกปลาที่ฟาร์มปลาเทราต์ใจกลางหมู่บ้านมาให้ พออาการแพ้เริ่มหายก็งอแงว่าอยากจะตามคุณวิลเลี่ยมไปด้วย สองสามีภรรยาก็ได้แต่หัวเราะน้อยๆกับท่าทางนั้น และนั่นก็กลายเป็นเหตุผลของหนึ่งในกิจกรรมยามว่างของชานฮี
“ทานอะไรรึยัง ถ้ายังฉันจะจัดพายใส่จานให้” คุณมาร์กาเรตทราบว่าชานฮีมื้อกลางวันนั้นชานฮีจะไม่ค่อยได้ทานอะไรด้วยส่วนมากจะทานของว่างและนมเพราะเธอได้บอกไว้ว่าชานั้นมีคาเฟอีนมากกว่ากาแฟถึงสามเท่า บางทีอาจจะไม่เป็นผลดีกับลูกในท้อง ชานฮีเองก็ยอมที่จะเชื่อฟัง
“ถ้าเป็นตอนสิบโมงทานแซนวิชไปแล้วครับ ไม่ได้หิวมาก แต่อยากทานฝีมือคุณมาร์กาเร็ต”
“ทำเป็นอ้อนไป ถ้าได้กลับเกาหลีขี้คร้านจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ารู้จักคุณมาร์กาเร็ตคนนี้” หญิงชรายกยิ้มจางพร้อมกับแตะเข้าที่ผิวแก้มขาวของชานฮีก่อนที่จะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องครัวพร้อมกับตะกร้าสานในมือ ชานฮียกยิ้มด้วยความอุ่นที่เกิดขึ้นข้างใน หลายเดือนที่ผ่านมามีความสุขมากเสียจนราวกับอยู่ในความฝัน ไมตรีจากคนที่ไม่ได้รู้จักมักจี่หรือมีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดมันทำให้รู้ว่าบนโลกนี้ยังมีความสวยงามอยู่เสมอ
* * *
ชีวิตประจำวันของคนท้องใกล้คลอดยังคงวนเวียนซ้ำไปเรื่อย แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหลังจากย่างเข้าสู่เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ตื่นมาก็ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก่อนจะลงมาทานผักผลไม้กับนมเป็นมื้อเช้า นั่งอ่านหนังสือรวมทั้งฟังเพลงบรรเลงด้วยความเชื่อที่ว่าถ้าลูกได้ฟังแล้วจะฉลาด ตากอากาศที่แม้ว่าจะเย็นเล็กน้อยทว่าผ้าห่มไหมพรมฝีมือคุณมากาเร็ตก็ช่วยได้มากเลยทีเดียว
ช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาชานฮีรู้สึกว่าท้องของตัวเองนั้นลดขนาดลง ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึงลูกนั้นได้เอาหัวลงซึ่งเป็นท่าคลอดทั่วไป พอเห็นว่าเป็นแบบนั้นก็ไม่ได้ตกใจอะไรเพราะเขาเองก็หาข้อมูลมามากพอสมควร อีกอาการหนึ่งคือน้ำเดิน ชานฮีค่อนข้างจะเป็นกังวลกับเรื่องนี้พอสมควรเพราะหลังจากน้ำเดินแล้วจะคลอดภายใน 24 ชั่วโมง และเพราะกังวลกับการเตรียมข้าวของจึงรีบเตรียมไว้ตั้งแค่สัปดาห์ก่อนแล้ว เรียกได้ว่าถ้าเห็นตนเองมีอาการน้ำเดินเมื่อไหร่ก็สามารถไปโรงพยาบาลพร้อมกับกระเป๋าลากใบใหญ่ในทันที แต่ก็ยังนึกสงสัยอยู่เล็กๆว่าตนนั้นเป็นผู้ชาย ถ้าไม่มีอาการน้ำเดินแบบผู้หญิงแล้วเขาจะมีอาการแบบไหนกัน แค่ปวดท้องอย่างเดียวหรือเปล่า? ส่วนการคลอดคงมีแค่วิธีเดียวก็คือผ่า เพราะถ้าไม่ผ่าชานฮีก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าลูกจะคลอดออกมาได้ยังไง
มือบางยกขึ้นลูบหน้าท้องของตัวเอง สัมผัสเบาๆที่ตอบรับเรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี หลังจากอาการแพ้หายไปลูกก็เป็นเด็กซนมาโดยตลอด ช่วงแรกๆนั้นดิ้นแรงเสียจนแทบจะทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น แต่พอเข้าสู่ช่วงเดือนที่เจ็ดก็ขยับแค่เบาๆให้รู้เพียงเท่านั้น ตอนแรกนึกกลัวไปหมดจนต้องไปพบแพทย์ แต่เมื่อได้รับคำยืนยันแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไรก็ทำให้โล่งใจพอควร นึกว่าตนดูแลลูกไม่ดีจนหมดแรงซนไปแล้วเสียอีก
“อีกไม่กี่วันก็ได้เจอกันแล้วนะเด็กดีของคุณมี๊ อึก” จู่ๆก็รู้สึกปวดหลังอย่างบอกไม่ถูก ค่อยๆเอนกายลงเพราะอาจจะเกิดจากการนั่งผิดท่าแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยอะไร เลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่ตัวเองเคยอ่าน อาการปวดท้องใกล้คลอดนั้นจะเริ่มจากหลังและไม่สัมพันธ์กับอิริยาบถ และกำหนดคลอดของเขาก็คืออีกสี่วันข้างหน้า บางทีเจ้าตัวน้อยอาจจะอยากออกมาดูโลกแล้วก็ได้
“ไปโรงพยาบาลกันนะเด็กดี” ยกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ รู้สึกร้อนรอบดวงตาราวกับน้ำตาจะไหลออกมาเสียให้ได้ นับตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าท้องก็เจ็ดเดือนมาแล้ว เจ็ดเดือนที่รอคอยมาโดยตลอด
“อึก ขอคุณมี๊ไปเอากระเป๋าก่อน แล้วเราจะไปโรงพยาบาลกับคุณมาร์กาเร็ตนะ โอ้ย” ยังไม่ทันที่จะได้ลุกขึ้นก็ร้องเสียงหลงเพราะลูกดิ้นแรงเสียเหลือเกิน หลังก็เจ็บแถมลูกยังมาดิ้นแบบนี้ เขาจะลุกขึ้นไปเอาของได้ยังไงกัน
“เด็กดี ไม่ดื้อได้ไหมลูก” หยาดน้ำตาหยุดลงมาอย่างห้ามไม่ได้ โกรธตัวเองที่มีความอดทนไม่มากพอทำให้ขยับไปไหนไม่ได้แบบนี้ เมื่อครู่ที่ลูกดิ้นชานฮีเจ็บเสียจนไม่รู้จะพูดยังไง หากยืนอยู่คงได้ล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้นเป็นแน่ โชคดีเหลือเกินที่ยังนั่งอยู่แบบนี้ ไม่งั้นลูกคงเป็นอันตราย
“ฮึก...” ไม่ได้อยากร้องไห้เลยสักนิด แต่เผลอคิดไปว่าถ้าไม่ได้อยู่คนเดียวคงไม่เป็นแบบนี้ เพราะทิฐิทำให้เลือกที่จะไม่กลับไปหาผู้ให้กำเนิด และเพราะทิฐิทำให้ลูกต้องมาลำบาก
“คุณมาร์กาเร็ต ช่วยด้วย” แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณมาร์กาเร็ตจะมาในตอนเช้าแบบนี้ โทรศัพท์ก็อยู่บนห้องนอน ทั้งยังเจ็บเสียจนไม่มีแรงขยับ แล้วแบบนี้จะทำยังไงกัน ถ้ารอจนคุณมาร์กาเร็ตมาก็อีกตั้งหลายชั่วโมง กว่าจะถึงตอนนั้นลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่า
ทำไมเขาถึงอ่อนแอได้ขนาดนี้กัน
“ฮึก คุณมี๊ขอโทษ อึก”
“เด็กดี...”
“.....” สัมผัสแผ่วเบาที่จรดลงบนศีรษะพร้อมกับน้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ต้องเม้มริมฝีปากแน่น ชานฮีจำสัมผัสนั้นได้เป็นอย่างดี น้ำเสียงแบบนี้...เขาไม่เคยลืม
“ร้องไห้ทำไมกัน”
“.....” ความอุ่นที่ไล้ลงมายังผิวแก้มยิ่งทำให้ไม่อาจจะกลั้นน้ำตา ทั้งความเจ็บจากแรงดิ้นของลูกก็เพิ่มขึ้นเสียจนไม่รู้จะทำยังไง สองมือกุมท้องกลมของตัวเองไว้พลางสะอื้นไห้ ความรู้สึกมันปนเปกันไปหมด ทั้งเจ็บ ทั้งเสียใจ ทั้งนึกกลัว
“ไม่ดื้อนะครับ คุณมี๊เจ็บนะรู้ไหม” ฝ่ามือกว้างอีกข้างแตะลงบนหน้าท้องอย่างแผ่วเบา เพียงเท่านั้นลูกก็สงบลงจนชานฮีนึกแปลกใจ เงยหน้าขึ้นเพื่อจ้องมองเจ้าของฝ่ามือน้ำด้วยความแปลกใจ เพราะเมื่อมือกว้างแตะลงบนหน้าท้อง ลูกของเขาก็สงบลงในทันที
“...ฮึก”
“.....” รอยยิ้มละมุนที่ถูกส่งมานั้นชานฮียังคงจำได้อย่างขึ้นใจ ดวงตาที่เคยจ้องมองกันชานฮีเองก็ไม่เคยลืมแม้จะผ่านมานานหลายเดือนแล้วก็ตาม ทุกอย่างที่เคยได้รับมันยังคงอยู่ในความทรงจำที่เลือกแล้วว่าจะเก็บเอาไว้ให้ลึกที่สุด ความทรงจำที่ไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับมาอีกครั้ง
“ไปโรงพยาบาลกันนะ ลูกอยากเห็นหน้าคุณมี๊จะแย่อยู่แล้ว” เมื่อร่างของตนลอยหวือขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้ต้องยกมือไปโอบรอบลำคอแกร่งของอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้ ในใจนั้นอยากเอ่ยปฏิเสธ หากอีกใจก็อยากเอ่ยถามว่าบยองฮอนมาได้อย่างไรกัน แต่สิ่งที่ทำได้จริงๆมีเพียงแค่ซุกใบหน้าของตนลงกับอกกว้างก็เท่านั้น
ถึงจะตั้งกำแพงไว้สูงแค่ไหนแต่พอเอาเข้าจริงกลับไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง
ผิดจากตอนที่ตัดสินใจว่าจะมาที่นี่เสียเหลือเกิน
* * *
เพราะต้องเข้ารับการผ่าตัดทำให้ต้องทนทรมานอีกแปดชั่วโมง การงดน้ำงดอาหารไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสักนิดสำหรับชานฮี แต่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมันทำให้กลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่อยู่ ยิ่งนานเข้าก็ค่อยๆลามจากหลังมายังหน้าท้อง ซ้ำแล้วเจ้าตัวเล็กยังดิ้นแรงเสียจนน่ากลัว แม้จะพยายามลูบท้องรวมทั้งเอ่ยคำปลอบโยนเพียงใดก็ไม่ได้ทำให้เด็กดื้อสงบลงเลยแม้แต่น้อย มีแต่จะดิ้นแรงขึ้นราวกับจะบอกว่าอยากออกมาสู่โลกภายนอกเต็มทน
“รออีกนิดนะคนดี เดี๋ยวหนูก็ได้ออกมาแล้วนะ อึก” มือบางกำชุดคลุมท้องแน่นเพื่อระบายความเจ็บปวด นอนตะแคงด้วยการนอนหงายทำให้รู้สึกอึดอัดเสียเหลือเกิน หลังๆมานี้อะไรมันก็ลำบากไปหมด กระทั่งหายใจก็พลอยลำบากไปด้วย
“ทำคุณมี๊ลำบากขนาดนี้ หนูต้องแข็งแรงมากๆนะ” เสียงเปิดประตูทำให้เลื่อนสายตาไปมองตามสัญชาตญาณ ภาพที่เห็นคืออี บยองฮอนเดินลากกระเป๋าใบโตเข้ามาในห้องก่อนที่เจ้าตัวจะเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างเตียง ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยปรอยผมให้อย่างแผ่วเบาแล้วค่อยๆเลื่อนฝ่ามือลงไปยังหน้าท้อง ชานฮีได้แต่เม้มปากแน่นเพราะตอนนี้เจ้าตัวเล็กกำลังออกแรงดิ้น ทว่าเมื่อได้สัมผัสกับฝ่ามือหนาการเคลื่อนไหวก็หยุดลงในทันทีจนชานฮีเองก็ยังแปลกใจ
ราวกับลูกรู้ถึงสายสัมพันธ์อย่างไรอย่างนั้น
“ทำไมวันนี้ดื้อจังครับ หืม”
“.....”
“ขอโทษครับที่เมื่อคืนไม่ได้มาหา”
“.....” ชานฮีขมวดคิ้วแน่นพลางจ้องไปยังใบหน้าคมของคนที่กำลังยกยิ้มให้กับหน้าท้องของตน เมื่อคืนไม่ได้มาหา? แสดงว่าคืนก่อนหน้านั้นมาอย่างนั้นสิ
“รออีกนิดเราก็จะได้เจอกันแล้วนะ”
“คุณมาได้ยังไง?” ตัดสินใจถามออกไปเพราะทนเก็บความสงสัยไม่ไหว บยองฮอนทำเหมือนกับเคยมาคุยกับลูกอย่างไรอย่างนั้น รวมทั้งก่อนหน้านี้ที่เจ้าตัวถามว่าจะให้กลับไปเอาของที่เขาเตรียมไว้หรือไม่ ทำไมอีกฝ่ายถึงได้รู้ว่าเขาเตรียมของไว้ แล้วทำไมถึงได้ทำราวกับคุ้นเคยนัก
“ก็นั่งเครื่องตามมา”
“กวนประสาท”
“ท้องแล้วกล้าขึ้นเยอะนะ ตั้งแต่เถียงฉันเรื่องท้องหรือไม่ท้องแล้ว” ถึงคำพูดจะเป็นแบบนั้น แต่รอยยิ้มบนใบหน้าคมก็ไม่ได้จางหายแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังขยับเข้ามาจรดริมฝีปากลงบนหน้าท้องของเขาอีก “อย่าดื้อแบบคุณมี๊นะคะ โบยอง”
“โบยองที่ไหนกัน”
“ก็ลูกเราไง โบยอง” ประกายอ่อนโยนที่ฉายชัดมาจากดวงตา ชานฮีรู้สึกเกลียดมันเหลือเกิน
“ผมไม่เคยอัลตราซาวด์ดูเพศสักหน่อย ลูกอาจจะเป็นผู้ชายก็ได้” เพราะอยากที่จะรอลุ้นทีเดียวในวันคลอดจึงไม่ไปอัลตราซาวด์ อีกเหตุผลคือการที่รู้ว่าลูกเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมันก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่เขามีต่อลูกน้อยลงไปเลยสักนิด
“ท้องกลมขนาดนี้ ลูกสาวสิ” น้ำเสียงราวกับไม่พอใจเล็กๆนั้นทำให้อดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ตลกตรงไหน?”
“นิสัยเสีย พอถูกขัดใจแล้วก็พาล”
“นั่นสิ นิสัยเสีย แต่น่าแปลกที่เธอกลับหลวมตัวมารักผู้ชายนิสัยเสียอย่างฉัน”
“คุณบยองฮอน” กำปั้นเล็กทุบลงบนไหล่หนาแต่ก็ไม่ได้แรงมากนัก ครั้นพอจะชักมือกลับก็ถูกรั้งไว้ด้วยฝ่ามือหนา “ปล่อยครับ”
“คุณมี๊ดื้อจัง ตกลงไม่อยากรู้แล้วรึไงว่าฉันหาเธอเจอได้ยังไง”
“เรื่องของคุณเถอะ ผมไม่อยากรู้แล้ว นี่คุณ” ริมฝีปากอุ่นจรดลงบนหลังมือ แต่น่าแปลกที่ชานฮีรู้สึกร้อนตรงผิวแก้ม
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้สองเดือนกว่าแล้ว บ้านที่ฉันอยู่ก็ไม่ได้ห่างจากบ้านของเธอนักหรอก”
“.....”
“แอบเข้ามาหาลูกทุกวันนั่นแหละ เพราะมีกุญแจบ้าน แล้วก็กุญแจห้องเธอด้วย”
“.....” ชานฮีอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน นึกย้อนไปที่เมื่อเกือบสามเดือนก่อนกุญแจบ้านหายไปทั้งพวง โชคดีที่มีกุญแจสำรองอยู่เลยไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก ทว่าวันต่อมากับไปเจออยู่ที่หัวเตียง แม้จะแปลกใจแต่ก็คิดว่าตนคงจะมองไม่เห็นและไม่ได้เก็บมาคิดมาก แต่พอมาได้ยินจากปากของตัวการแล้วมันกลับรู้สึกระแวงอย่างบอกไม่ถูก
ถ้าคนที่ทำแบบนั้นไม่ใช่บยองฮอน...ป่านนี้เขากับลูกจะเป็นยังไง
“ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นหรอก แค่จะมองอยู่ห่างๆ แต่พอเห็นเธอเจ็บท้องเพราะลูกดิ้นบ่อยๆเลยเข้าไปดู”
“.....”
“ที่เล่าไม่ได้หวังว่าเธอจะยอมใจอ่อนให้ฉันหรอก ฉันรู้ดีว่าทำเธอเจ็บจนทนไม่ไหว”
“.....”
“แต่ที่เล่า ก็เพื่อให้เธอรู้ว่าชีวิตฉันมีแค่เธอกับลูก”
“.....”
“ถึงเธอจะไม่อภัย แต่ฉันขอแค่ให้ลูกรู้ว่าฉันคือพ่อ แค่นั้นได้ไหม”
“.....” น้ำเสียงอ้อนวอนนั้นไม่ได้ทำให้หัวใจหวั่นไหวมากมายเหมือนแต่ก่อน ดีเสียอีกที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขาเองก็ไม่อยากจะกลับไปอยู่ที่จุดเดิมอีกแล้ว
ในตอนนั้นความรักของเขาไม่ได้มีค่าในสายตาของอีกฝ่ายเลย
เจ็บปวดแทบเป็นแทบตายหากก็ไม่ได้รับการเหลียวแล
“ชานฮี...”
“อึก...” แรงดิ้นทำให้คนเป็นแม่เม้มปากแน่น สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือกว้างไม่ได้หายไปไหน ยังคงปลอบประโลมเจ้าตัวซนที่อาละวาดอยู่ข้างใน
ชานฮีไม่เคยคิดจะหนีความจริงที่ว่าอี บยองฮอนคือพ่อของลูกตน แต่ก็ไม่ได้คิดจะเรียกร้องอะไรจากอีกฝ่ายเลยสักนิด ไม่ได้ต้องการการดูแลเลี้ยงดูหรือแม้กระทั่งการจดทะเบียนรับรองบุตร เขาตัดสินใจที่จะทิ้งทุกอย่างไว้ที่โน่น ทิ้งแม้กระทั่งหัวใจของตัวเอง ทุกอย่างมันจบไปตั้งแต่วันที่เขาเลือกจะหันหลังให้อีกฝ่ายแล้ว
ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดก็คือตอนท้อง แม้จะทุลักทุเลไปบ้างแต่เขาก็ผ่านมันมาได้
เพราะฉะนั้นการเลี้ยงลูกคนเดียวมันก็ไม่น่าจะยากเย็นนักหรอก
* * *
เพราะชานฮีเลือกที่จะไม่ดมยาสลบทำให้มีสติตลอดการผ่า ทั้งนี้บยองฮอนยังได้รับอนุญาตให้อยู่เป็นเพื่อนได้ตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งการผ่าตัดเสร็จสิ้น มือกว้างนั้นกุมมือบางเอาไว้แน่นพร้อมกับรอยยิ้มจาง ความดีใจที่ฉายออกมาทางดวงตาคู่คมทำให้คนเป็นแม่ได้แต่ยกยิ้ม คำปลอบโยนว่าไม่เป็นไรนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายแต่อย่างใด สักแต่จะเป็นการรบกวนเสียด้วยซ้ำเพราะเป็นคนปลอบเองที่ลุกลี้ลุกลนเสียจนอยู่ไม่ติด ในขณะที่คนถูกผ่าตัดพยายามหายใจเข้าออกช้าๆรวมถึงพยายามทำใจให้สงบ มีแต่บยองฮอนกระมังที่ทำตัววุ่นวายไปหมดแบบนี้
“ชานฮี” ฝ่ามือกว้างนั้นเย็นเสียจนนึกแปลก ใจ อีกฝ่ายตื่นเต้นขนาดนี้เชียวหรือ?
“คุณใจเย็นๆนะครับ”
“เขากำลังจะเกิดชานฮี” นัยน์ตาคู่คมที่แดงกร่ำเรียกรอยยิ้มได้ไม่ยากเสียเท่าไหร่นัก ดูท่าว่าจะตื่นเต้นกว่าคนที่ต้องโดนผ่าอย่างเขาอีกกระมัง “ขอบคุณนะ”
“ครับ?”
“ขอบคุณที่อุ้มท้องเขา ขอบคุณที่ดูแลลูกของเราเป็นอย่างดี”
“.....”
“แล้วก็ขอโทษ ที่ทำให้เธอต้องลำบากแบบนี้”
“.....”
“ขอโทษที่ทำให้เธอเสียใจ...”
“.....”
“ขอโทษที่...” ปลายนิ้วแตะลงที่ริมฝีปากเรียวพร้อมกับรอยยิ้มจางของตน มืออีกข้างยังคงกุมกันไว้ไม่ยอมปล่อย ดวงตาคู่คมที่คลอด้วยหยาดน้ำไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด เพราะรู้ว่านั่นคือหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ
บยองฮอนอยากมีลูก...ไม่แปลกนักถ้าจะยินดีถึงเพียงนี้
“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้จักรักตัวเองมากกว่าเดิม”
เพราะถ้าบยองฮอนไม่ทำแบบนั้น เขาก็คงยอมเจ็บซ้ำๆอยู่แบบเดิม ทำร้ายหัวใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะไม่เหลือชิ้นดี แต่เมื่อรู้ว่าท้อง ก็กลายเป็นว่าต้องรักตัวเองให้มากเพราะยังมีลูกที่รอเขาอยู่ ชานฮีต้องดูแลตัวเองให้ดีเพื่อชีวิตน้อยๆที่เลือกว่าจะมาเกิดกับตน และถ้าไม่มีลูก ชานฮีเองก็ไม่รู้ว่าจะหลุดจากโซ่ตรวนที่ตนใช้ผูกมัดตัวเองกับบยองฮอนได้อย่างไร
ดวงตาคู่คมจ้องมองเจ้าของรอยยิ้มจางด้วยความรู้สึกที่เจ็บในช่องอกอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาของชานฮีที่แม้จะไม่ได้แสดงความเกลียดชังหรือโกรธเคืองออกมา ทว่ามันกลับเฉยชาเสียจนน่าใจหาย ว่างเปล่าราวกับไม่หลงเหลือความรู้สึกใดอยู่ในนั่นเลย ทั้งความโกรธ ความเกลียด กระทั่งความรักความห่วงหาก็ไม่ปรากฏให้เห็นแม้เพียงนิด
นับต้องแต่รู้ว่าชานฮีอาศัยอยู่ส่วนไหนของอังกฤษ ชายหนุ่มก็รีบมาโดยไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรทั้งนั้น นอนพักที่โรงแรมได้เกือบสองสัปดาห์ก็พบประกาศขายบ้านหลังหนึ่งในไบบิวรี่ บยองฮอนไม่ลังเลเลยสักนิดกับการซื้อบ้านหลังนั้น เขายอมจ่ายเงินสดเสียด้วยซ้ำหากมันจะทำให้ได้บ้านเร็วขึ้น แต่กว่าจะจัดการเรื่องอะไรต่อมิอะไรเสร็จก็กินเวลาไปเกือบสัปดาห์ หากมันก็คุ้มค่ากับการที่ได้เฝ้ามองคนที่อุ้มท้องลูกของตนอยู่ใกล้ๆ
หลายคราที่ต้องห้ามใจไม่ให้เข้าหาเพราะกลัวว่าชานฮีจะหนีไปอีก ตลอดเวลาที่ผ่านมามันพิสูจน์แล้วว่าการไม่มีเขาอยู่ใกล้ๆไม่ได้ทำให้ชานฮีต้องลำบากมากมายเสียเท่าใดนัก ซ้ำแล้วยังดูมีความสุขยิ่งกว่าตอนอยู่ด้วยกันเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้มันกลับทนไม่ไหวเมื่อได้เห็นหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นเพราะความเจ็บที่เกิดขึ้น ทั้งที่คิดว่าจะคอยแอบมองอยู่แบบนี้ แต่เพียงแค่ชานฮีร้องไห้ มันกลับทำให้ลืมเลือนความตั้งใจไปเสียหมด
เสียงร้องที่ดังขึ้นทำให้ต้องหันไปมองด้วยความตื่นเต้น ภาพของทารกในอ้อมแขนของแพทย์ที่กำลังดูดน้ำคร่ำออกจากจมูกและปากคือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ เสียงร้องดังไปทั่วห้องทำให้ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจ หันกลับมาส่งยิ้มให้กับคนที่มอบของขวัญล้ำค่านี้ให้กับตน
“ชานฮี”
“.....”
“ขอบคุณ” จรดริมฝีปากลงบนหน้าผากเล็กก่อนจะหันไปรับเจ้าตัวน้อยมาสู่อ้อมอก แม้จะประหม่าไปบ้างแต่มันก็เป็นเพราะความเต็มตื้นที่เกิดขึ้นในหัวใจ ลูกของเขา ลูกที่เกิดจากความรัก ลูกที่เขาเฝ้ารอมาตลอดหลายเดือน
“เป็นผู้หญิงนะคะ” คำกล่าวของแพทย์ทำให้ยิ้มกว้างหนักกว่าเดิม บยองฮอนอยากได้ลูกสาวเพราะอยากให้ลูกสาวของตนเหมือนกับชานฮี อยากให้ลูกมีดวงตาที่กลมโตราวกับลูกกวาง เพราะดวงตาคู่นั้นทำให้เขารู้สึกราวกับถูกโซ่ตรวนรัดเอาไว้
“โบยอง เหมือนเธอน่าดู” ย่อตัวลงให้ชานฮีได้เห็นหน้าลูกของตน มือบางเอื้อมมาสัมผัสผิวเนื้อนิ่มพร้อมกับรอยยิ้มและหยาดน้ำตา
“จะให้ชื่อโบยองจริงๆเหรอครับ?”
“ทำไมล่ะ? เธอมีชื่ออื่นแล้วอย่างนั้นเหรอ?”
“เปล่าครับ ถ้าลูกชื่อโบยอง จะได้คล้องกับชื่อคุณ”
“.....” ชานฮีจะรู้ไหมว่าสิ่งที่พูดออกมามันทำให้คนฟังรู้สึกดีมากแค่ไหน ราวกับน้ำทิพย์ชโลมหัวใจที่แตกระแหง
“จะยังไงคุณก็คือพ่อของแก ผมไม่เคยปฏิเสธความจริงข้อนั้นหรอกครับ”
“ขอบคุณนะชานฮี”
ขอบคุณมากจริงๆ
E N D .
จบแล้ว จริงๆ จบแบบค้างคา ถูกต้องค่ะ ค้างคา ไม่ค้างไม่ได้ ไม่ใช่สไตล์
เคยมีคนบอกไว้ว่าสงสารหลาน อยากเจอพ่อ ตอนแรกก็ว่าจะหักดิบแหละ
ให้หลานมาร้องหาพ่อตอนห้าหกขวบ แต่กลัวหลานจะมีปมด้อย อย่าดีกว่า
เดี๋ยวจะดราม่ากันใหญ่โตอีก ระยะเวลาเจ็ดเดือนมันก็ทำให้ชานฮีแกร่งขึ้นแล้วแหละ
ยิ่งมามีลูกแบบนี้ เขาจะอ่อนแอไม่ได้ ไอ้ที่ร้องไห้ตอนเจ็บท้องนี่เสียใจว่าทำลูกลำบาก
ถ้ากลับไปอยู่บ้านตัวเองอย่างน้อยๆก็มีคนช่วยดูแล แต่เพราะทิฐิเลยเลือกที่จะอยู่คนเดียว
ไม่เกี่ยวว่าคิดถึงสามีนะ คิดถึงสามีนี่เป็นตอนแพ้ท้อง พอหายแล้วก็ว่างเปล่าค่ะ
บางคนเขาจะรักสามีเพิ่มขึ้นนะตอนท้อง โหยหา ถ้าสามีมีเวลามาดูแลก็ดีไปค่ะ รักกันมากขึ้น
แต่ถ้าไม่มีเวลามาดู พอหายแล้วคลอดแล้วมันจะเป็นประมาณว่า...ตอนท้องไม่มา ไม่ต้องมาแล้ว
ชานฮีก็เป็นแบบนั้นแหละค่ะ แค่มาตอนเจ็บท้องจะคลอดหนเดียว ทดแทนทั้งหมดไม่ได้นะ
แต่เขาก็ยังใจดี ให้ตั้งชื่อลูกเนาะ โบยอง ส่วนเรื่องรวมเล่มเน่ะ ถามจริงจังเน่ะ
รอคำตอบไปเรื่อยๆจนกว่าความต่างจะจบนั่นแหละค่ะ ราคานี่ตามจำนวนหน้าล่ะมั้ง
ไม่น่าจะเกินเยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าแพงไป อาจจะต้องใช้วิธีอื่น /เอสี่สันรูดรายงาน /ตลกละ 555+
อย่านะ ฉันเคยแก้บนนะ พิมพ์ใส่เอสี่แล้วเผาแม่ง บนอะไรไม่บน บนจะเผาฟิคตัวเอง ประสาท
แล้วเจอกันใน #คตตทลต ตอนหน้าฮ่ะ วันอาทิตย์เที่ยงตรงเป๊ะๆ
#โซ่รั้งใจ แท็กเก่าที่ชาวเราเคยเสียน้ำตา
โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยให้ลั่นค่ะ
ReplyDeleteเขาเถียงกันแค่ฉันฟิน โอ๊ยยยย เขาแอบตามมาด้วยง่ะ งื้ออออออ ได้ลูกสาวมาหนึ่งคนกลัวเหงาไหม เอาลูกชายเพิ่มอีกสักคนไหมพวกเธอ โบยอง กับบยองชาน 😆😆😆
ReplyDelete