Saturday, October 31, 2015

Being Death [1]








You know you can’t cheat Death.


อี บยองฮอนจ้องมองแหวนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหวนแห่งความตายก่อนที่จะตัดสินใจสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างขวาของตนเอง ดวงตาคู่คมปิดลงด้วยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเพราะฉะนั้นการไม่รู้ไม่เห็นไปเลยอาจจะดีกว่า แต่เมื่อรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปก็ค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อครู่นี้เขาเพิ่งสวมแหวนของมัจจุราชเข้าไป มันจะไม่เกิดอะไรขึ้นเลยได้ยังไงกัน

ยังไม่ทันที่จะได้สงสัยดีนักก็พบว่าสิ่งรอบตัวนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อครู่นี้ก่อนสวมแหวนเขายืนอยู่ในบ้านของตัวเอง ทว่าตอนนี้เขากลับอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่น่าจะใช่โซลแต่อย่างใด อาจจะเป็นสักเมืองในเกาหลีที่เขาไม่เคยไปเพราะไม่มีอะไรคุ้นตาเลยแม้แต่น้อย ก้มลงมองอัญมณีสีขาวขุ่นที่ถูกเจียระไนจนเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วหันไปมองรอบๆกาย แหวนนี้จะมีพลังอำนาจมากมายสักเพียงใด เขาเองก็อยากจะรู้

“ว้าว” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการประชดประชันดังมาจากด้านหลังทำให้ต้องหันไปมองว่าใช่ใครที่ตนคิดหรือไม่ เมื่อได้เห็นสีหน้าที่เหมือนจะไม่ค่อยพอใจของคนที่ใช้สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงของตนก็ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ

ชานฮี...ยมทูตที่เคยเก็บวิญญาณของเขาเมื่อคราวก่อน

ที่รู้จักก็เพราะว่าบยองฮอนเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งนึง ตอนนั้นเกิตอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ภายในเสียหายจนเกือบหมด หลายวันที่เป็นวิญญาณเร่ร่อนในโรงพยาบาล พยายามร้องหาบิดาและน้องชายหากมันก็ไม่เป็นผล ไม่มีใครได้ยินเขา ไม่มีเลยสักคน มีเพียงแค่ชานฮีที่รับรู้ถึงการมีตัวตนของคนที่ใกล้หมดลมหายใจ

ชานฮีบอกว่าตนนั้นคือวิญญาณที่ติดอยู่ในโรงพยาบาลและไม่สามารถไปไหนได้ เขาเองก็เชื่อเสียจนสนิทใจเพราะในเวลานั้นไม่มีใครให้พูดคุย การได้เจอกับชานฮีถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นวิญญาณล่องลอยในช่วงนั้น หากมันก็คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเช่นเดียวกันเพราะความจริงชานฮีคือยมทูตที่จะมาพาวิญญาณของเขาไปยังโลกแห่งความตาย

เพราะอีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่อยากไปถึงได้แกล้งทำมาตีสนิท แต่ก็ต้องยอมรับว่ายมทูตตนนี้โน้มน้าวใจเก่งพอดูเพราะบยองฮอนเองก็เกือบจะตัดสินใจทิ้งโลกมนุษย์ไปแล้วหากพ่อของเขาไม่ได้ไปทำสัญญากับซาตานเสียก่อน สัญญาที่ว่าด้วยการฟื้นคืนของเขาพร้อมกับร่างกายที่เป็นปกติแลกกับลมหายใจของพ่อที่ดับไปในทันท่วงที

เนิ่นนานกว่าจะทำใจได้แต่ทว่าก็ยังฝั่งใจว่าตนคือต้นเหตุที่ทำให้พ่อเลือกที่จะจบชีวิตลง เพราะการโกงความตายถือเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ ของเดิมพันมันจึงต้องสูงตามไปด้วย เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่เขาร้องขอวิญญาณของน้องชายที่ถูกขังอยู่ในกรงใต้ผืนพิภพ วิญญาณที่อยากได้คืนนักหนาเพราะชางฮยอนของเขาในตอนนี้ไม่ใช่ชางฮยอนคนเดิมแต่อย่างใด เพราะวิญญาณที่ถูกฉุดกระชากไปทำให้น้องแทบจะไร้ซึ่งจิตสำนึก ด้วยอยากได้ชางฮยอนคืนจึงพยายามอ้อนวอนร้องขอเจ้าแห่งความตายที่มีพลังมากพอในการนำวิญญาณของชางฮยอนกลับมา แลกกับที่เขาต้องใส่แหวนวงนี้และทำหน้าที่ของมัจจุราชเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

เพื่อแลกกับวิญญาณของชางฮยอน...บยองฮอนจะไม่ถอดแหวนวงนี้จนกว่าจะครบกำหนดเวลา

“เดี๋ยวนี้เขายอมให้ใครก็ได้มาเป็นความตายแล้วรึไง”

“แหม วันนี้น่ารักกว่าวันอื่นที่เคยเจอเลยนะ” ถึงคำพูดจะเป็นแบบนั้นแต่สีหน้าไม่ได้ไปทางเดียวกันเลยสักนิด เขาเองก็ตึงเครียดเกี่ยวกับการเดิมพันในครั้งนี้เพราะถ้าเขาแพ้มันก็หลายถึงวิญญาณของชางฮยอนที่จะต้องติดอยู่ในกรงเบื้องล่างนั่น ยิ่งอยู่นานมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งเสียหายมากเท่านั้น

“มาทำความเข้าใจกันหน่อยเพื่อที่เราจะได้ผ่านมันไปด้วยดี อย่างน้อยๆก็ให้มันผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้” ชานฮีเดินเข้ามาหาพร้อมกับเอามือไพล่หลัง สีหน้าเรียบเฉยนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าตัวกำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะในยามปกติแล้วเจ้าตัวจะโวยวายออกมาเบาๆถ้าสิ่งที่เขาทำมันคือเรื่องเล็กเรื่องน้อยที่ไปรบกวนการทำงานของยมทูต เช่นการเรียกตัวมาอย่างกะทันหันเหมือนอย่างเมื่อเช้า

“ฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยบอกตามตรง แล้วตอนนี้ฉันก็ไม่ได้มองว่านายเหนือกว่าคนอื่นเหมือนแต่ก่อน” เอ่ยจบก็เดินตรงไปตามทางเดินเท้า บยองฮอนรีบเดินตามไปด้วยไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากเสียเท่าไหร่นัก

“นี่มันความคิดเจ้านายคุณ ไม่ใช่ผมสักหน่อย”

“จริง แต่นายมีประวัติเป็นหางว่าวเรื่องของการทำพังไปหมด เพราะฉะนั้นแค่เล่นตามกติกา อย่านอกลู่นอกทาง” น้ำเสียงของชานฮีดูจริงจังกว่าครั้งไหน บางทีการที่เขามาเป็นความตายแบบนี้อาจจะเป็นเรื่องน่าหนักใจมากสำหรับอีกฝ่าย

“แล้วกติกาคืออะไร?” ปลายเท้าของยมทูตร่างเล็กหยุดลงก่อนที่เจ้าตัวจะหันหน้ามา บยองฮอนเองก็หยุดลงเช่นเดียวกัน จ้องเข้าไปในแววตาที่มีแต่ความจริงจังของอีกฝ่าย

“24 ชั่วโมงต่อไปนี้ นายต้องฆ่าทุกคนที่หมดเวลาแล้ว”

“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าใครที่ต้อง...”

“ฆ่าเหรอ?”

“ใช่”

“ฉันมีรายชื่อ”

“ให้ผมดูหน่อย”

“ไม่ได้” ชานฮียกยิ้มมุมปากพลางส่ายหน้า รอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้ม หึ! “นายแตะเขา เขาตาย ฉันเก็บวิญญาณ เข้าใจตรงกันใช่ไหม?”

คนฟังเลิกคิ้วน้อยๆกับสิ่งที่ได้ยิน งานที่ฟังดูแล้วเหมือนจะง่ายเสียเหลือเกิน “ผมเข้าใจ คิดว่างั้น”

“ถ้านายถอดแหวน นายแพ้ ถ้าอู้ นายก็แพ้ รู้ใช่ไหม?”

“รู้”

“ขอร้องว่าอย่าทำพัง ไม่ใช่หน้าที่ฉันเลยสักนิดที่จะต้องมาเป็นพี่เลี้ยงให้นาย” ทิ้งไว้เพียงแค่นั้นก่อนที่จะหมุนตัวเดินออกไป บยองฮอนได้แต่ถอนหายใจ เขาจะไม่มีทางแพ้

เขาต้องชนะ...เพื่อวิญญาณของชางฮยอน



* * *



ชานฮีและบยองฮอนเดินไปตามฟุตบาทข้างทางที่เป็นหน้าร้านของช็อปต่างๆ ระหว่างนั้นชานฮีก็ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่เขาจะต้องเจอใน 24 ชั่วโมงนี้ ส่วนมากผู้คนจะตั้งคำถามเกี่ยวกับความตาย แม้ทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่ามันคือเรื่องที่ไม่อาจจะหนีพ้นแต่ก็ไม่มีใครสามารถยอมรับได้อย่างจริงจังเมื่อเวลานั้นมาถึง เช่นเดียวกับเขากระมัง พยายามที่จะทำทุกหนทางเพื่อที่จะสื่อสารกับพ่อและน้องชาย แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

“คำถามที่ว่านี่หมายถึงทำไมคนอื่นถึงได้อยู่นานกว่า อย่างนี้น่ะเหรอ?”

“นี่หมายความว่ายังไง นั่นแหละคำถามยอดนิยม”

“แล้วผมจะรู้ใช่ไหมว่าทำไม?”

“เปล่า” บยองฮอนเริ่มขมวดคิ้วอีกครั้ง

“แล้วอย่างนั้นผมต้องบอกเขาว่ายังไงกัน?”

“.....” คนข้างหน้ายักไหล่น้อยๆ การกระทำนั้นทำเอาแทบจะปวดหัว

“ไม่เอาน่า บอกอะไรสักอย่างสิ”

“ยอมรับซะ มันมาพร้อมหน้าที่” ได้แต่กลอกตาน้อยๆพลางถอนหายใจ ตกลงว่าชานฮีจะไม่บอกอะไรเลยอย่างนั้นสิ

เดินไปเรื่อยๆก็มาหยุดอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เดินเข้าไปด้านในก็พบว่ามีการปล้นเกิดขึ้น บยองฮอนที่คิดจะเข้าไปช่วยถูกชานฮีดึงแขนเอาไว้ทำให้ต้องหันไปมองด้วยความแปลกใจ คนที่มาปล้นนั้นจ่อปืนไปทางเจ้าของร้านที่มีเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง ชานฮีจะให้เขาอยู่เฉยอย่างนั้นหรือ?

“อย่า พวกเขามองไม่เห็นแล้วก็ไม่ได้ยินเรา แค่ปล่อยให้ละครมันเล่นไป”

“แล้วผมต้องพาใครไป?”

“รอดูสิ”

“คนไหน?” บยองฮอนเริ่มที่จะไม่สบอารมณ์ ทุกคำถามของเขาได้รับการปฏิเสธมาจนหมด ยมทูตเขาเป็นแบบนี้เองน่ะหรือ? รู้ทุกอย่างแต่ไม่พูดอะไรสักอย่าง

“จะให้ยิงเด็กรึไง เร็วๆสิวะ” โจรคนดังกล่าวตะคอกเสียงดังพลางเบนปลายกระบอกปืนไปยังเด็กชายวัยประมาณสิบขวบ “คิดว่าล้อเล่นรึไง บอกให้เอาเงินในลิ้นชักมา”

ชายเจ้าของร้านรีบเปิดลิ้นชักออกก่อนที่จะหยิบเงินใส่ถุงพลาสติกแล้วโยนให้ ซึ่งแรงโยนที่มากเกินทำให้ถุงเงินนั้นตกลงไปหน้าเคาท์เตอร์ โจรสบถออกมาด้วยความไม่พอใจก่อนจะก้มลงเก็บถุงนั้นซึ่งทำให้เจ้าของได้โอกาสหยิบปืนในลิ้นชักขึ้นมาลั่นไกใส่คนที่ปล้นตน เสียงปืนที่ดังขึ้นพร้อมกับร่างที่ล้มลงทำให้บยองฮอนตกใจแต่ก็ไม่มากนัก หันไปมองชานฮีที่พยักหน้าให้แล้วจึงเดินเข้าไปหาร่างที่กำลังทุรนทุรายกับความเจ็บปวด

“นี่ มัวรออะไร?”

“เขากำลังเจ็บปวดแสนสาหัสใช่ไหม?”

“ใช่!

“ขอเวลาแป็ปนึง” กลืนน้ำลายลงคอน้อยๆด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เสียงถอนหายใจจากด้านหลังยิ่งย้ำเตือนว่าควรจะทำงานนี้ให้จบโดยเร็ว เขาควรจะเอื้อมมือลงไปแตะชายคนนี้เพื่อที่วิญญาณจะได้หลุดออกจากร่าง งานนี้มันง่ายนิดเดียวก็เท่านั้น หากมันก็ไม่ต่างกับการฆ่าคนอื่นเสียเท่าไหร่นัก

เพราะเคยฆ่าแต่ปีศาจ...ย่อมทำใจลำบากเป็นธรรมดา

ถอนหายใจพลางพยักหน้ากับตัวเองแล้วย่อตัวลงนั่ง เอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของคนที่กำลังเจ็บปวดจากบาดแผล พยายามคิดว่านี่คือการช่วยให้หลุดพ้นจากความทรมาน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่นัก เพราะทันทีที่ร่างนั้นนิ่งลงมันก็คือเครื่องยืนยันว่าเขาได้ทำการฆ่าชายคนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

บยองฮอนค่อยๆลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปหาชานฮี แต่สิ่งที่เห็นคือคนที่เขาเพิ่งฆ่ากำลังมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “ทำไม?”

ยักไหล่น้อยๆก่อนที่จะเอ่ยตอบ “เพราะนายมันห่วย...ก็แค่นั้น”

“.....” ไม่มีใครเอ่ยอะไร มีเพียงชานฮีที่ยกมือขึ้นดันแผ่นหลังของอีกฝ่ายให้เดินไปกับตน เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วก็เป็นหน้าที่ของยมทูตที่จะต้องเก็บเกี่ยวหรือนำทางวิญญาณเหล่านั้นไปสู่การพิพากษาเบื้องล่าง

“ก็ไม่ยากเท่าไหร่นี่” ให้กำลังใจตัวเองน้อยๆกับสิ่งที่ทำ จะอย่างไรมันก็ย่อมดีกว่าปล่อยให้ทรมานกับแผลถูกยิง
.
.
.
บยองฮอนกำลังเดินอยู่ในสวนสาธารณะ ผู้คนมากมายเดินผ่านไปโดยไม่รู้เลยว่ามีใครคนหนึ่งที่มีอำนาจใจการพรากลมหายใจอยู่ปะปนกับพวกเขาด้วย ความตายมันไม่ได้น่ากลัวเสียเท่าไหร่นัก เพราะสิ่งที่น่ากลัวก็คือการจากลาที่อาจจะไม่ได้ทันตั้งตัว รวมถึงความเจ็บปวดของคนที่ถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลัง ด้วยเคยเป็นทั้งคนตายและคนที่ต้องสูญเสียจึงเข้าใจเป็นอย่างดี หากเขาก็ยังตอบไม่ได้สักทีว่าฝ่ายไหนจะเจ็บปวดมากกว่ากัน

ชานฮีหยุดที่ชายร่างท้วมคนหนึ่งที่นั่งกินพิซซาอยู่ที่ม้านั่ง บยองฮอนมองเพียงครู่แล้วหันมามองยมทูติข้างกาย “ให้เดาไหม? น่าจะหัวใจวาย” เพราะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายเช่นเมื่อครู่จึงน่าจะมาจากโรคประจำตัว ซึ่งมันก็มีอยู่ไม่กี่อย่างที่จะทำให้คนที่ยังคงใช้ชีวิตปกติต้องสิ้นลมในทันที

“ฮึก” ชายคนนั้นกระตุกน้อยๆก่อนที่ร่างทั้งร่างจะร่วงลงไปกองกับพื้นพร้อมพิซซ่าเพิ่มชีสในมือ อาการทุรนทุรายไม่ได้มีมากเหมือนชายคนที่ถูกยิงก่อนหน้า ซึ่งมันอาจจะดีกับตัวบยองฮอนเองเพราะถึงอย่างไรเขาก็แค่คนธรรมดาที่ไม่พร้อมจะตั้งรับกับการสูญเสีย ก็ถ้าทำใจได้คงไม่หาหนทางเพื่อที่จะนำพาวิญญาณของชางฮยอนกลับมา

“อืม ก็เดาถูกนะ หัวใจวาย” เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะย่อตัวลง เอื้อมมือไปแตะแขนร่างที่กำลังทรมานให้ได้หลุดพ้นจากความทรมาน หันกลับมาก็พบกับวิญญาณดวงนั้นที่อยู่ข้างชานฮี สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจและสงสัย ก่อนที่จะเอ่ยคำถามที่เขาต้องเป็นฝ่ายตอบทั้งที่ไม่เข้าใจเลยสักนิด

“ทำไม?”

“อาจเป็นเพราะชีสที่เพิ่มมาก็ได้”

ชายคนนั้นหันไปมองพิซซ่าที่ยังเหลืออยู่ของตนพลางถอนหายใจ “อืม แต่มันก็อร่อยดีนะ”

“ร้านแถวนี้เหรอ?”

“บยองฮอน” น้ำเสียงดุๆจากชานฮีทำให้ต้องเลิกชวนคุย พยักหน้ารับน้อยๆก่อนที่จะจ้องไปยังชายคนดังกล่าวด้วยสายตาจริงจัง

“ถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว ขอโทษด้วย” ชานฮียกมือขึ้นรั้งต้นแขนของวิญญาณให้เดินไปกับตนแต่เดินไปได้เพียงสองสามก้าวชายร่างท้วมก็หันกลับมาอีกครั้ง

“เดี๋ยวก่อน”

“.....”

“บอกผมได้ไหมว่าเรื่องทั้งหมดนี่มันหมายความว่าไง”

เหลือบตาไปมองชานฮีเล็กน้อยซึ่งสิ่งที่ได้กลับมาก็มีเพียงความเฉยชา การตอบคำถามมันคือหน้าที่ของเขา ส่วนชานฮีก็มีหน้าที่เพียงเก็บเกี่ยววิญญาณ แต่บางครั้งการที่ต้องมาตอบคำถามในสิ่งที่ตนไม่รู้มันก็ไม่ใช่เรื่อง่ายเลยสักนิด

“เอ่อ...”

“.....”

“ทุกอย่าง...เป็นผุยผงท่ามกลางพายุ” ชานฮีมองด้วยรอยยิ้มน้อยๆซึ่งบางทีรอยยิ้มนั้นอาจจะมาจากความสมเพสก็เป็นไป

“แค่นั้นน่ะเหรอ” วิญญาณของชายที่เพิ่งหัวใจวายเอ่ยถามเสียงสั่น “เพลงของวงแคนซัส!?”

“โทษทีครับ เขาเพิ่งมาใหม่น่ะ” ยมทูติตัวเล็กรีบคว้าร่างของชายคนนั้นแล้วพาออกไปโดยเร็ว ยกยิ้มให้วิญญาณที่ดูเหมือนว่าจะเสียขวัญซึ่งบางทีรอยยิ้มนั้นอาจจะทำหน้าที่ปลอบโยนของคนที่เพิ่งสิ้นลมได้ดีกว่าเนื้อเพลงของวงร็อกปี 70 ด้วยซ้ำไป

บยองฮอนได้แต่กลอกตาไปมา สิ่งที่ยากสำหรับการเป็นมัจจุราชคือการตอบคำถามว่าทำไมถึงต้องตาย ยากกว่าการทำใจตอนที่ต้องพรากวิญญาณเหล่านั้นออกจากกายหยาบเสียอีก




T B C .





555555555555555555555555555555555555555555555555555
ตอนดูในซีรีย์มันตลกนะ ชอบแรง มี 2 ตอนค่ะ ถ้าไม่พลาดนะ /มาจาก Supernatural SS 6 EP 11
อยากจะมีเวลาสาธยายความหล่อบาดจิตของพระเอกเรื่องนี้เหลือเกิน แต่ก็นั่นแหละ
ไม่เข้าใจตรงไหนถามคนกลางฮะ /หืม จะให้ไปทิ้งไว้ในแท็กฟิคคุณชายหรือตั้งแท็กใหม่ก็นะ

อ้อ! ฟิคเราแปลกนะคะ ส่วนมากจะแปลก แปลกตามคน /ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ
เรื่องนี้ไม่ได้เพราะความชอบอย่างเดียวหรอก มันมีอะไรที่ได้มาด้วย ใครดูเรื่องนี้น่าจะเดาออกค่ะ
ของเขาดีนะ ไม่ได้มีแต่สนุกหรือมันไปวันๆ /โฆษณาแรงมาก /พีคตรงตัวเอกหล่อ





No comments:

Post a Comment