Saturday, October 31, 2015

Being Death [2]










ดวงตาคู่คมของอี บยองฮอนจ้องมองไปยังเด็กสาวคนหนึ่งที่อยู่ในอ้อมกอดของคนที่เป็นบิดาก่อนจะหันกลับมามองชานฮีที่ยืนอยู่ข้างๆตน ยมทูตตัวขาวไม่ได้เอ่ยอะไรชายหนุ่มจึงเบนสายตากลับไปยังเด็กหญิงที่ทำลังนั่งดูอัลบั้มรูปเก่าๆของตนโดยมีบิดาคอยบอกว่ารูปไหนถ่ายเมื่อใด สภาพของเด็กน้อยดูอ่อนเพลียและอิดโรย ยิ่งมีเครื่องช่วยหายใจยิ่งทำให้รู้สึกสงสาร บางทีเด็กคนนี้อาจจะกำลังทรมาน ข้างเตียงมีพยาบาลคนหนึ่งกำลังจดอะไรสักอย่างลงบนแผ่นชาร์ตซึ่งบยองฮอนเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร อาจจะเป็นอาการของเด็กหญิงกระมัง เพราะอาการของเธอในตอนนี้มันทำให้รู้สึกใจหายเสียเหลือเกิน

“พ่อหรือเด็ก?” ใช่ว่าจะไม่รู้คำตอบ แต่ที่ถามก็เพราะหวังว่าคำตอบจะไม่ใช่อย่างที่ตนคิด

“เด็ก”

“.....” บยองฮอนหลับตาลงพลางสูดลมหายใจ เด็กน้อยในอ้อมกอดของผู้เป็นบิดาที่พยายามยกยิ้ม รอยยิ้มที่มีแต่ความโศกเศร้า “ไม่เอาน่า เธออายุเท่าไหร่กันเชียว สิบสาม?”

“แค่สิบสอง”

“เขามีคนอื่นในครอบครัวไหม?”

“ไม่เชิงว่าไม่มี แต่มันก็เหมือนไม่มีอยู่ดี” บยองฮอนเดินออกจากห้องคนไข้ด้วยทำใจไม่ได้กับสิ่งที่ตนจะต้องทำ สองพ่อลูกอยู่ด้วยกัน มีกันแค่สองคน หากเด็กคนนั้นเป็นอะไรไป คนเป็นพ่อจะอยู่ยังไงกัน

“ให้ตายเถอะ” หันกลับมามองชานฮีที่เดินตามมา ความตายไม่ได้เลือกว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป มันขึ้นอยู่กับเวลาที่แต่ละคนได้รับมา รู้ดีว่าเป็นเช่นนั้นแต่การลงมือพรากลมหายใจเด็กบริสุทธิ์อายุสิบสองไม่ใช่อะไรที่จะทำใจได้ง่ายๆ

เขาไม่อยากฆ่าเด็กคนนั้น

“นายคิดว่าจะเป็นพวกโจรปล้นร้านของชำหรือไม่ก็หัวใจวายแค่นั้นรึไง”

“เธออายุแค่สิบสอง!

“แต่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจอย่างร้ายแรง” น้ำเสียงชานฮีเริ่มที่จะจริงจังมากขึ้น บยองฮอนยกมือขึ้นนวดกระบอกตาพยายามคลายความตึงเครียดที่มี เด็กผู้หญิงที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของผู้เป็นพ่อ หึ!

“ใครคือคนถัดไป?”

“บยองฮอน ยังไงนายต้องพาเธอไป”

“ใครบอก?”

“ความตาย”

“ตอนนี้ผมก็คือความตาย”

“นายรู้อยู่แก่ใจว่าฉันหมายถึงอะไร อี บยองฮอน”

“งั้นใครบอกเขาล่ะว่าเด็กคนนี้สมควรตาย”

“ฉันไม่รู้ มันแค่เป็นมาแบบนี้ โชคชะตาน่ะ”

บยองฮอนหัวเราะหึกับสิ่งที่ได้ยิน โชคชะตางั้นหรือ? เขานี่แหละคือคนที่พิสูจน์แล้วว่าโชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่จะมากำหนดชีวิตของใครได้ตามใจชอบ กระทั่งลงไปโดนทรมานในนรกก็ใช่ว่าบยองฮอนคนนี้จะไม่เคยผ่าน ทว่าก็ยังกลับขึ้นมาอยู่บนโลกมนุษย์ได้เพราะความช่วยเหลือจากทูตสวรรค์ แล้วทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่ได้รับการละเว้นเช่นเขา “ขอทีเถอะ ผมใช้เวลาทั้งชีวิตต่อสู้กับสิ่งที่คุณเรียกว่าโชคชะตา มันไม่มีอยู่จริงหรอกของพรรค์นั้น เหมือนกับวันสิ้นโลกนั่นแหละ มันไม่มีอยู่จริง ก็แค่ไอ้พวกที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น พวกที่ไม่ต้องการให้มนุษย์ที่เป็นทาสอย่างเราตั้งคำถาม”

“.....”

“ฟังนะ ผมจะปล่อยให้เด็กคนนี้อยู่ต่อไป”

“นายรู้ไหมว่าอะไรที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในเวลานี้ มันอัศจรรย์ยิ่งกว่าการที่เด็กคนนั้นสามารถผ่านพ้นคืนนี้ไปเสียอีก” รอยยิ้มบนริมฝีปากงามช่างหวานหยด หากแต่แววตานั้นมีเพียงความเฉยชา

แม้ว่าภายนอกจะงดงามเพียงใด ชานฮีก็แค่ยมทูตที่ไม่มีหัวใจ...ก็แค่นั้น

“นายน่ะ ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดมาเลยแม้แต่น้อย”

บยองฮอนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เขาน่ะหรือไม่เชื่อว่าโชคชะตาไม่มีจริง แล้วการที่เขามายืนอยู่ตรงนี้มันคืออะไรกัน “ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ เชื่อสิ”

“งั้นตลอดเวลาที่นายยุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตาย ผลที่ออกมามันดีตลอดเลยงั้นสิ? ก็แค่ปาร์ตี้ริมหาดอย่างนั้นเหรอ?”

“สิ่งที่ผมรู้ในตอนนี้คืออะไรรู้ไหม”

“.....”

“ผมคือความตาย เธออายุแค่สิบสอง และเธอจะไม่ตายในวันนี้” รถเข็นที่มีร่างของเด็กหญิงนั่งอยู่ถูกเข็นออกจากห้องพร้อมกับผู้เป็นพ่อที่เดินตามมาอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง บยองฮอนมองภาพนั้นก่อนที่จะหันกลับมาสบตากับยมทูตที่ไม่มีความเห็นใจอยู่ในตัวเลยสักนิด

ความตายอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาเพราะหน้าที่ของยมทูตก็คือพาวิญญาณไปยังปรโลก ทำแบบนี้ทุกวันวันละหลายๆครั้งก็อาจจะด้านชา ยมทูตแบบชานฮีคงไม่มีหัวใจจริงๆ
.
.
.
“ในทางการแพทย์ มันอธิบายไม่ได้ครับ”

“คือ...อยู่ดีๆ หัวใจของลูกผมก็เป็นปกติ อย่างนั้นเหรอครับ”

“อาจจะเป็นปฎิหารย์ มันเกิดได้ไม่บ่อยนัก แต่ว่าตอนนี้ผมจะไม่ผ่าตัด”

“ขอบคุณมากนะครับ” ผู้เป็นพ่อหันกลับไปหาลูกสาวที่นั่งอยู่บนวีลแชร์พร้อมรอยยิ้ม สีหน้าของเด็กสาวดูสดใสราวกับก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ป่วยจนถึงขึ้นโคม่า บยองฮอนยกยิ้มให้กับภาพที่ตนเห็นก่อนจะหันไปมองหน้ายมทูตที่ยืนกอดอกแน่น สีหน้าของชานฮีนั้นไม่ได้แสงดความรู้สึกอะไรออกมา แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเจ้าตัวกำลังไม่พอใจ

“คุณคะ ฉันกำลังจะกลับแล้วนะ” ร่างของพยาบาลสาวเดินทะลุชานฮีไปก่อนที่จะหยุดอยู่หน้าพวกเขาไม่กี่ก้าว “อืม การผ่าตัดยกเลิกแล้วน่ะค่ะ”

“ไปเถอะ เราเหลืองานอีกมากนัก” เอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวเดินไปตามทางเดินของโรงพยาบาล บยองฮอนมองแผ่นหลังของพยาบาลสาวแต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่จะเดินตามยมทูตหน้านิ่งไป

ตลอดทางเขาพยายามที่จะชวนคุยแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเพราะชานฮีเอาแต่เดินหนี ไม่ว่าจะเรียกสักแค่ไหนก็ไม่คิดจะหันกลับมาเลยแม้แต่น้อยจนเขาเริ่มที่จะอารมณ์เสียอยู่เหมือนกัน ชานฮียึดกับหน้าที่ คงไม่พอใจที่เขาปล่อยให้เด็กคนนั้นรอด

“นี่คุณจะงอนไม่พูดไม่จาเลยใช่ไหม”

“.....”

“เอาจริงอ่ะ”

“.....” สองขาของยมทูตหยุดอยู่กับที่พร้อมกับเสียงไซเรนรถพยาบาลที่ดังขึ้น “ให้ตายสิ ฉันรู้แล้ว”

“อะไร?” เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นทำให้ทั้งสองต้องหันกลับไปมองทางต้นเสียง เสียงประกาศสถานการณ์ที่ดังจากลำโพงของรถฉุกเฉินส่งให้บยองฮอนสงสัยเสียจนต้องหันกลับไปหายมทูตข้างกาย “เกิดอะไรขึ้น?”

“ผลงานของนาย” ทั้งสองวิ่งไปยังห้องฉุกเฉินซึ่งภาพที่เห็นคือพยาบาลสองสามคนกำลังช่วยชีวิตหญิงสาวคนหนึ่ง เลือดของเธอนั้นแดงฉานเต็มเสื้อที่ถูกปลดกระดุมออก เครื่องปั๊มหัวใจถูกแนบลงกับหน้าอกแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น บยองฮอนเรียบเรียงเหตุการณ์ตรงหน้าแทบไม่ถูก รู้แค่ว่าหญิงสาวคนนั้นหัวใจวายเพราะทีมแพทย์พูดกัน

“เดี๋ยว!” ร้องออกมาเมื่อเห็นเสี้ยวใบหน้าของคนที่นอนอยู่บนเตียง

“นายปล่อยให้เด็กคนนั้นรอด พยาบาลได้กลับบ้านเร็ว เธอจะกลับไปหาสามีของเธอ”

“.....”

“เด็กคนนั้นเป็นโรคหัวใจ แล้วตอนนี้ผู้หญิงคนนี้ก็หัวใจวาย” น้ำเสียงราบเรียบนั้นราวกับรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าชานฮีรู้อยู่แล้ว แล้วทำไม...

“คุณรู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้...”

“ไม่ รู้แค่ว่านายชนโดมิโน่ล้ม ไปเอาตัวเธอมา” มือบางดันแผ่นหลังของเขาซึ่งบยองฮอนเองก็รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่สมควรตาย มันยังไม่ถึงเวลา แล้วเขาจะเอาตัวเธอไปได้ยังไงกัน

“เธอไม่อยู่ในรายชื่อ!

“ทุกอย่าที่นายทำมันมีผลต่อเนื่อง อยากจะเริ่มปฎิกิริยาลูกโซ่อีกอันนึงรึไง”

“แต่เธอไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ ผมไม่ทำ”

“เสียใจนะบยองฮอน” รอยยิ้มของชานฮีในเวลาแบบนี้ เขาเกลียดมันเหลือเกิน “นายสวมแหวนอยู่ ทำงานของนายซะ เพราะถ้านายไม่ทำ มันคงไม่จบที่เธอ”

คนฟังได้แต่หลับตาลงแล้วถอนหายใจ ความรู้สึกในตอนนี้มันยากจะบรรยายและไม่อาจจะยอมรับ เขาปล่อยให้เด็กคนหนึ่งรอด แต่ใครอีกคนหนึ่งต้องมาตายแทนทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา

สองขาก้าวไปที่เตียงฉุกเฉินก่อนจะเอื้อมไปแต่มือของพยาบาลสาว คำขอโทษไม่รู้กี้ครั้งต่อกี่ครั้งพร้อมกับเสียงชีพจรของเธอที่กลายเป็นเสียงลากยาว

“ความดันตกอีกแล้ว เราช่วยเธอไม่ได้แล้ว” ทีมแพทย์เอ่ยขึ้น มันเป็นไปแล้ว เขาฆ่าคนที่ไม่สมควรฆ่า คนที่ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชี

“นั่นฉัน...” หันไปตามต้นเสียงก็พบกับวิญญาณของพยาบาลสาวที่ยืนอยู่ข้างชานฮี ดวงตาของเธอนั้นแดงกร่ำ เธออาจจะรู้ตัวว่าลมหายใจของเธอนั้นถูกพรากไปแล้ว

“ครับ เสียใจด้วย”

“แต่ว่าฉัน...”

“ยังสาว ครับ อันที่จริงคุณน่าจะอยู่ได้อีกหลายสิบปี มีลูกมีหลาน”

“แล้วทำไม...”

“เพราะเขาทำมันพัง” สายตาของพยาบาลและชานฮีหันมาทางเขา สายตาของพยาบาลนั้นเต็มไปด้วยคำถาม แต่กับชานฮี มันช่างว่างเปล่าราวกับไม่มีอะไรเลยสักนิด ไม่มีกระทั่งความโกรธหรือความไม่พอใจ ไม่มีอะไรเลย

“คุณเป็นคนทำแบบนี้กับฉันเหรอ?”

“ผมขอโทษ” บยองฮอนพูดได้แค่นั้น มันเป็นความผิดของเขา ความผิดที่ไม่อาจจะชดใช้เพราะเขาเรียกลมหายใจของเธอกลับคืนมาไม่ได้

“ไปเถอะครับ ได้เวลาแล้ว” ทั้งสองหันหลังเดินออกจากห้องฉุกเฉินไป บยองฮอนได้แต่ยกมือขึ้นนวดกระบอกตาด้วยความเครียด ทุกอย่างมันถาโถมใส่เขาไปหมด รู้สึกแย่เสียจนไม่รู้จะแย่ยังไง แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ สักนิดก็แก้ไม่ได้

“ซองอึน เมียผมอยู่ไหน?” ร่างของชายคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ พยาบาลรีบออกไปรั้งตัวเขาเอาไว้พลางส่ายหน้า ชายคนนั้นร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร เขาเดินไปหาร่างของภรรยาพลางยกมือขึ้นแตะที่ผิวหน้าของเธอ คร่ำครวญเหมือนโลกจะสลายลงตรงหน้า ภาพนั้นยิ่งทำให้บยองฮอนพูดไม่ออก

เพราะคิดน้อย เพราะไม่ฟัง เพราะดื้อรั้น...เรื่องถึงได้เป็นแบบนี้



* * *



สองพ่อลูกกำลังพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม ผู้เป็นพ่อวางแผนที่จะพาลูกไปเที่ยวเมื่อเธอออกจากโรงพยาบาล บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความสดใสผิดจากคราแรกที่เขาได้เห็น แต่ในใจของบยองฮอนกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ไม่เลยสักนิด

“เห็นแล้วนี่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพยาบาลคนนั้น”

“.....” ใช่ เขาเห็นแล้ว

“ฆ่าเด็กคนนี้ซะบยองฮอน”

“.....” ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร ทำเพียงแค่เดินไปที่ริมหน้าต่าง จ้องมองไปยังถนนเบื้องล่างก็แค่นั้น

“ฉันพยายามบอกในสิ่งที่นายรู้อยู่แล้ว เด็กคนนี้ฝืนธรรมชาติโดยการมีชีวิตอยู่”

“.....” ร่างของชายคนหนึ่งเดินไปยังรถของตนก่อนจะขับออกไปด้วยความรวดเร็ว บยองฮอนจำได้ดี สามีของพยาบาลที่เพิ่งตายไป

“นายรู้อยู่แก่ใจว่ามันหมายความว่าไง หายนะมันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆจนกว่าเธอจะตายบยองฮอน นายก็เห็นแล้วนี่”

“ผมขอเวลานาทีนึง” พูดเพียงแค่นั้นร่างของมนุษย์ผู้เคยฝืนชะตาก็หายไป ยมทูตอย่างชานฮีก็ได้แต่ยกมือขึ้นกอดอกแล้วกรอกตา เขาไม่ชอบสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้แม้แต่นิดเดียว งานที่เคยเป็นระบบต้องมาเสียเพราะความคิดตื้นๆว่าเด็กอายุ 12 ยังไม่สมควรตาย

ทุกอย่างบนโลกล้วนมีวัฏจักรของมัน บางทีบยองฮอนอาจจะคิดว่าคนอื่นสามารถฝืนชะตาได้เหมือนกับตัวเอง แต่บางทีก็อาจจะลืมคิดไปว่าตนนั้นมีทูตสวรรค์คอยให้ความคุ้มครอง ต่างจากเด็กคนนั้นที่มีเพียงพ่อเพียงคนเดียว พ่อที่ไม่มีพลังอำนาจใดในกาย พ่อที่ทำอะไรไม่ได้เลย
.
.
.
บยองฮอนกำลังนั่งอยู่ในรถที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูง เขาพยายามร้องบอกชายที่เพิ่งสูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักไปว่าให้หยุดรถเสีย แต่เหมือนว่าจะไม่ได้ผลเพราะรถนั้นยังคงแล่นไปเรื่อยๆ เบื้องหน้าเป็นสัญญาณไฟที่ปรากฏแสงสีแดงเด่นชัด หากคนขับก็ไม่ไปชะลอลง รถที่แล่นผ่านไปเพราะไฟเขียวนั้นยิ่งทำให้บยองฮอนนึกกลัว ชายคนนี้กำลังจะฆ่าตัวตาย

บยองฮอนตัดสินใจถอดแหวนออกก่อนจะเอื้อมมือไปกระชากพวงมาลัยจนรถนั้นปัดไปชนกับรถที่จอดอยู่ เขาไม่ได้บาดเจ็บอะไรเพราะมีถุงลมนิรภัยกั้น เช่นเดียวกับชายคนนั้นที่ไม่น่าจะเสียชีวิต อย่างมากก็แค่สลบและบาดเจ็บเล็กน้อย

ชายหนุ่มมองแหวนในมือก่อนจะถอนหายใจ เขาถอดแหวนออกแล้ว ถอดก่อนที่มันจะครบกำหนด เขาแพ้พนันในครั้งนี้ วิญญาณของชางฮยอนต้องติดอยู่ในกรงขังต่อไป ทุกอย่างมันพังไปหมด ทั้งเรื่องชีวิตคน และวิญญาณของน้องชาย นอกจากจะไม่ได้อะไรกลับมาแล้วเขายังสร้างหายนะไว้อีกด้วย

มือกว้างเปิดประตูรถก่อนที่จะก้าวขาลงเดินบนพื้นถนน เจ็บปวดตามเนื้อตัวบ้างแต่ก็ไม่มีบาดแผลใด ร้องหาชานฮีแต่ก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาจึงตัดสินใจสวมแหวนกลับ ทันใดนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นร่างของยมทูตยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล สายตาที่มองมาช่างว่างเปล่าเสียเหลือเกิน ดวงตาที่เขาเคยคิดว่ามันสวย ตอนนี้กลายเป็นหลุมดำที่มีแต่ความมืดมิด มืดเสียจนยากจะหยั่งถึง

“ผมแพ้แล้ว”

“เสียใจด้วยเรื่องน้องชาย”

“ไปกันเถอะ”

“ไปไหน?” ชานฮีชะงักเล็กน้อยเมื่อสิ่งรอบตัวนั้นไม่ใช่กลางถนนที่เกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นห้องของเด็กสาวที่บยองฮอนเพิ่งละเว้น “จะทำอะไร?” ถามด้วยความไม่เข้าใจ บยองฮอนยังจะทำอะไรอีก

“ธุระที่ยังไม่ได้สะสาง” ทั้งสองเดินมายังเตียงคนไข้ที่มีเด็กหญิงกำลังนอนหลับด้วยใบหน้าสดใส ผู้เป็นพ่อเองก็หลับอยู่ที่เก้าอี้ข้างๆเตียง

“มันจบแล้วบยองฮอน นายถอดแหวนออก”

“.....”

“ยังไงก็เถอะ ฉันนึกว่านายอยากให้เธออยู่ต่อไปซะอีก”

“ไม่มีใครรอดพ้นไปได้จริงๆหรอก...ใช่ไหมละ” ชายหนุ่มเดินไปใกล้กับเตียงก่อนที่จะแตะลงบนแขนของเด็กสาว ปัญหาที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะแก้ไม่ได้แต่เขาก็ควรจะยุติมันเสีย ก่อนที่มันจะบานปลายมากไปกว่านี้

เสียงชีพจรที่ถูกแทนที่ด้วยเสียงยาวนั้นทำให้ผู้เป็นพ่อตื่นจากนิทรา เขาเอื้อมมือหาลูกสาวเพียงคนเดียวก่อนจะตะโกนร้องหาทีมแพทย์ด้วยความตกใจ ภาพนั้นอยู่ในสายตาของบยองฮอน ชานฮี และเด็กหญิงเจ้าของร่างเองด้วย

“หนูตายแล้วเหรอคะ?” เสียงของเธอนั้นราวกับไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น

“พี่ขอโทษ”

“แล้วพ่อล่ะคะ?”

“พ่อของหนูจะไม่เป็นไร”

“จริงเหรอคะ?” เธอหันกลับมาถาม บยองฮอนได้แต่ถอนหายใจ เขาเองก็ไม่รู้จะตอบยังไง

“พี่ก็ไม่รู้”

“หนูทิ้งพ่อไม่ได้นะคะ ไม่ยุติธรรมเลย”

“พี่รู้”

“แล้วทำไม...”

“เพราะว่า...” บยองฮอนย่อตัวลง ยกมือขึ้นแตะไหล่ของเด็กหญิง “ธรรมชาติมีวัฏจักรของมัน”

“วัฏจักรธรรมชาติมันงี่เง่า” เขาเองก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด ธรรมชาติมันงี่เง่า ไม่ต่างจากเขาสักเท่าไหร่นัก

“ไปเถอะเด็กดี ได้เวลาแล้ว” ชานฮีพาเธอออกไป บยองฮอนทำได้แค่มองภาพการสูญเสียตรงหน้า เขาอยากจะแก้ไข แต่ทำไมได้ สักนิด...ก็แก้ไม่ได้



* * *



ร่างสูงของอี บยองฮอนเดินเข้ามาในบ้านของตัวเองด้วยสภาพเหมือนคนที่ใกล้จะหมดแรงเต็มทน เขาไม่ได้ร่ำลาชานฮีแต่อย่างใด พอเห็นว่าอีกฝ่ายไปส่งเด็กหญิงไปยังปรโลกก็พาตัวเองมาที่บ้านแล้วถอดแหวนออก พยายามไม่นึกไปถึงปัญหาที่ตังเองได้สร้างไว้เพราะสิ่งที่ต้องเผชิญตอนนี้คือคามพ่ายแพ้ของตัวเอง ความพ่ายแพ้ที่หายถึงวิญญาณของน้องชาย วิญญาณที่ค่อยๆเปราะลงไปเรื่อยๆจนน่ากลัวว่าสักวันจะสูญสลายขึ้นมาจริงๆ

เขาก็แค่อยากได้น้องชายคนเดิมของเขาคืน

“ว่าไง อี บยองฮอน” หันไปตามเสียงก็พบกับร่างของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าความตายนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร สีหน้านั้นเรียบเฉยราวกับไม่ยินดียินร้ายกับผลที่เกิดขึ้นเลยสักนิด คิดแล้วก็ได้แต่หัวเราะหึ ความตายจะไปต่างอะไรจากยมทูต มินซูเองก็คงจะไร้หัวใจเช่นเดียวกับชานฮี “นั่งสิ”

ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ใกล้กับความตาย หยิบแหวนขึ้นมาวางบนโต๊ะด้วยถึงเวลาที่จำเป็นต้องส่งคืนแก่ผู้เป็นเจ้าของ เขาไม่อยากได้มันไว้ในครอบครองอีกต่อไป ไม่เลยสักนิด

“หนักกว่าภายนอกใช่ไหมล่ะ?”

“.....”

“บางครั้งก็แค่อยากให้มันหายไป แต่นายก็เห็นแล้วนี่”

“ฉันพลาด ทำทุกอย่างพัง วัฏจักรธรรมชาติอะไรนั่น ห่วยแตกสิ้นดี”

“งั้นถ้าย้อนเวลากลับไปได้ นายก็จะฆ่าเด็กคนนั้นแบบไม่คิดอะไรเลยไหม?”

บยองฮอนจ้องไปยังใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย “จากสิ่งที่ฉันรู้ในตอนนี้...”

“ใช่ นายจะทำ แปลกใจนะที่ได้ยินอย่างนั้น ทั้งแปลกใจ ทั้งยินดี”

“เพราะถ้าทำแบบนั้น พยาบาลคนนั้นก็จะรอด พยาบาลที่ไม่สมควรตาย”

“ฉันคิดว่ามันมีมากกว่านั้น” บยองฮอนขมวดคิ้วเล็กๆ “วันนี้นายได้มองจากหลังม่าน การแหกกฎธรรมชาติมันไม่สนุกสักเท่าไหร่ถ้าเราต้องคอยจัดการเรื่องที่ตามมา ใช่ไหม?”

“.....”

“มันยากสำหรับนาย บยองฮอน นายโยนชีวิตนายทิ้งเพราะนายทึกทักเอาเองว่ามันจะกลับมาหานาย”

“.....”

“แต่วิญญาณมนุษย์ไม่ใช่ลูกบอลยาง มันเปราะบาง ไม่คงทน แต่มันก็แข็งแกร่งมากกว่านี่นายรู้ เลอค่ามากกว่าที่นายจะจินตนาการได้”

“.....”

“วันนี้นายได้เรียนรู้บางอย่างแล้ว”

“.....” บยองฮอนสูดลมหายใจเบาๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามินซูหมายถึงอะไร รู้สิ รู้ดีอยู่แก่ใจนั่นแหละ “วันนึงฉันเองก็คงจะไม่พ้น”

“หึ พูดอะไร ไม่เห็นจะรู้เรื่อง”

“โอเค ฉันแพ้ แต่อย่างน้อยฉันก็ยังกล้าที่จะยอมรับว่ามันส่อแววมาตั้งแต่แรก”

มินซูมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “คนทั่วไปพูดกับฉันด้วยความเคารพที่มากกว่านี้”

“ฉันไม่ได้...”

“เราคุยกันจบแล้ว...” เจ้าแห่งความตายลุกขึ้นยืนก่อนที่จะยกยิ้มจาง รอยยิ้มที่ไม่เหมือนรอยยิ้ม “ฉันจะลงไปที่นรกเพื่อเอาวิญญาณของน้องชายนายกลับมา”

“ทำไม?” ก็ในเมื่อเขาแพ้ เขาถอดแหวนออก...

“นายสองคนน่ะมันฝืนธรรมชาติ เป็นเหมือนคำปรามาสต่อความสมดุลของจักรวาล” เพราะทั้งเขาและชางฮยอนต่างคนต่างเคยตายมาแล้วทั้งนั้น “พวกเธอน่ะก่อให้เกิดความยุ่งยากระดับโลกเลยทีเดียว”

“ฉันขอโทษ”

“แต่พวกเธอก็มีประโยชน์ นักสืบที่กล้าหาญ จงเป็นแบบนั้นต่อไป”

“หมายความว่ายังไง?” มินซูหยิบแหวนขึ้นมาทำท่าจะสวมแต่ก็ยังค้างไว้

“เรื่องวิญญาณ นายจะเข้าใจ...เมื่อวันที่นายต้องการมัน” แหวนจรดลงที่โคนนิ้ว ร่างของมินซูหายไปต่อหน้าต่อตา บยองฮอนได้แต่พยายามนึกถึงสิ่งที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้ บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับสิ่งที่เขากับชางฮยอนพยายามทำ

เรื่องที่เกี่ยวกับดินแดนชำระบาป

“ไม่... ออกไป” เสียงของชางฮยอนที่ดังขึ้นทำให้ผู้เป็นพี่ชายหลุดออกจากภวังค์ สองขาวิ่งไปยังห้องนอนของน้องเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เห็นคือชางฮยอนที่เขาเป็นคนมัดติดไว้กับเตียงกำลังทำเหมือนหวาดกลัวอะไรสักอย่าง ทั้งยังพยายามไล่สิ่งนั้นให้ออกไปให้พ้นจากตัว

อาจจะเป็นมินซู...เพราะชางฮยอนไม่ได้อยากได้วิญญาณคืน

วิญญาณที่ถูกทำร้ายเสียจนสะบักสะบอม หากกลับมาสู่ร่างอาจทำให้วิกลจริตตามไปด้วย การเป็นที่รองรับอารมณ์ของลูซิเฟอร์มันไม่ใช่เรื่องเล่นเลยสักนิด ความทรงจำเหล่านั้นมันน่ารังเกียจเสียจนต้องสร้างกำแพงปิดกั้น หากกำแพงนั้นก็ไม่ได้คงทนถาวร หากยิ่งพยายามนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกรงขังก็ยิ่งทำให้กำแพงเปราะบางนั้นพังเร็วขึ้น

แล้วถ้ากำแพงนั้นมันพังขึ้นมา...ชางฮยอนก็จะไม่เหลืออะไรเลย

แสงสว่างราวกับลูกแก้วลอยเข้าไปในอกของน้องชายที่กำลังร้องราวกับเจ็บปวด บยองฮอนจำต้องทนมองเพื่อดวงวิญญาณที่น้องกำลังจะได้คืน แม้ดวงวิญญาณจะถลอกปอกเปิกไปบ้างแต่ถ้ามันทำให้น้องชายคนเดิมของเขากลับมา เขาก็ยอมที่จะเสี่ยง ดีกว่าให้ชางฮยอนไม่รู้ผิดชอบชั่วดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อเลือกแล้ว...ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา




ไม่มีใครหนีวัฎจักรพ้นหรอก...ไม่มี





E N D







ช่วยตบหน้าฉันแรงๆสักทีเถอะที่รัก จบ จริงๆ เชื่อสิ
ภาพเคลื่อนไหวเขาดีนะ พอมาเป็นตัวหนังสือ ทำไมมันแหกเช่นนี้
แต่ก็นั่นแหละ ฟิคแบบนี้จะมาบรรยายอะไรให้มากความ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไรพอแล้ว
เรื่องนี้ไม่ฟินค่ะ เน้นในสิ่งที่บยองฮอนได้เรียนรู้ ในฟิคในละครเขาจะแบบ...ถึงย้อนเวลาก็จะทำแบบเดิม
ไม่เสียใจที่พลาด ถึงรู้ว่าพลาด แต่ก็ไม่เปลี่ยนใจ แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลังก็ควรจะรับผิดชอบมันให้ได้
ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ชานฮีว่านั่นแหละ ส่วนชางฮยอน วิญญาณไม่มีเลยไม่รู้ผิดชอบชั่วดี แต่วิญญาณนี่แทบพัง
เอากลับมาก็พอๆกับคนบ้า หัวนี่ระเบิดบูม เป็นโกโก้ครันช์ เขาเลยต้องสร้างกำแพงให้ ถ้ากำแพงพังก็บ้าค่ะ
แต่ถ้าบยองฮอนเลือกแล้ว เลือกทั้งที่รู้ว่าผลคืออะไร ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตามมา เพราะมันหมายถึงชีวิตน้อง
อืมมมม อีกคำถาม ค้างไหม? มั่นว่าค้างกันแน่นอน ไม่ค้างไม่ใช่เรานะ  มันเป็นสไตล์ ฮี่ๆๆๆๆ







No comments:

Post a Comment