รถเก๋งสีดำสนิทแล่นไปตามท้องถนนด้วยความเร็วที่ค่อยข้างจะสม่ำเสมอเพราะคนขับนั้นไม่รีบร้อนสักเท่าใดนัก ปลายนิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยรถตามจังหวะเพลงที่ฟังก่อนจะหันไปมองคนตัวเล็กที่ปิดปากเงียบมาตั้งแต่เดินออกจากร้านขายหมู เด็กหนุ่มเลือกซื้อนู่นซื้อนี่ไปเรื่อยๆ พอยื่นมือไปเอาของมาถือเจ้าตัวก็ส่งให้โดยดีไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ส่วนเขาก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเพราะพอจะเดาได้ว่าอาการนี้เกิดจากสาเหตุอันใด
ไม่ถึงกับเป็นเสี่ยหรอกครับ แค่เฮียก็เท่านั้น
“เป็นอะไรหรือเปล่า” เอ่ยถามเสียงเบาก่อนจะเอื้อมมือไปเร่งแอร์ให้เย็นขึ้นเพราะเจ้าหนูของเขาเริ่มจะหน้าแดงน้อยๆ
“เจ้านายต้องลดพุงแล้วล่ะครับ เพราะเสี่ยที่ผมเคยเห็นจะลงพุงทุกคนเลย” เอ่ยพร้อมรอยยิ้มก่อนจะหันไปคว้าขวดน้ำตาลสดที่ซื้อมาหลังจากได้วัตถุดิบทั้งหมดครบแล้ว มือน้อยเปิดฝาแล้วใส่หลอดก่อนจะส่งไปให้เจ้านายได้ดื่มดับกระหายเพราะอากาศนั้นร้อนเสียจนผิวของเจ้านายเริ่มจะแดงระเรื่อ
มือกว้างหยิบขวดน้ำตาลสดขึ้นมาดื่มโดยที่สายตานั้นไม่ได้หลุดจากทัศนะของถนนเบื้องหน้าแต่อย่างใด เมื่อรสชาติของน้ำตาลสดร่างสูงถึงกับชะงักเพราะโดยปกติแล้วเขาไม่ชอบทานของหวานสักเท่าไหร่นัก มือกว้างส่งขวดน้ำตาลคืนให้กับคนตัวเล็กซึ่งเจ้าตัวก็รับคืนแต่โดยดี
“ผมลืมไปว่าเจ้านายไม่ค่อยชอบของหวาน ขอโทษนะครับ”
“ที่บ้านรู้หรือยังว่าวันนี้จะไม่กลับไปกินข้าวที่บ้าน” เด็กหนุ่มหันมามองหน้าคนถามด้วยความตกใจก่อนจะหันกลับไปมองถนนด้านหน้าราวกับใช้ความคิดซึ่งบยองฮอนก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าหนูนี่คงยังไม่ได้บอกที่บ้านอย่างแน่นอน
“ผมไม่ได้คว้าอะไรมาเลยครับ แหะๆ” มือกว้างหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงส่งให้อีกฝ่ายซึ่งเจ้าตัวก็รับไปโดยไม่โต้แย้งอะไร มือน้อยกดเบอร์โทรศัพท์ของพี่ชายเพื่อที่ว่าจะได้โทรบอกว่าเด็กน้อยของบ้านไม่กลับไปกินข้าวเย็นในวันนี้และถ้าถามถึงเวลากลับก็คงไม่มีคำตอบให้อีกเหมือนกัน
“พี่ยูชอน วันนี้น้องกินข้าวบ้านเจ้านายนะ”
“ครับคุณพี่ชาย จะดูแลตัวเองให้ดี หักห้ามใจไม่ให้กระโดดปล้ำใครเขา”
“รักพี่ยูชอนนะ บอกแม่กับยายว่าอี ชานฮีรักมากๆเลย หวัดดีฮะ” ปลายนิ้วเรียวกดวางสายก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้กับผู้เป็นเจ้าของ ด้วยความที่ว่าดวงตายังคงจดจ้องไปที่ท้องถนนเบื้องหน้าทำให้เวลาหยิบโทรศัพท์คืนมานั้นมือกว้างได้สัมผัสปลายนิ้วเรียวเล็กของอีกฝ่ายเสียเต็มฝ่ามือ
ความรู้สึกแปลกๆเริ่มก่อเกิดขึ้นในจิตใจหากแต่พยายามควบคุมไม่ให้ตนแสดงอาการออกมากนักเพราะเจ้าหนูของเขาก็ไม่ได้มีอาการอะไรแต่อย่างใด แม้ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมามีการแตะเนื้อต้องตัวกันบ้างแต่ส่วนมากจะเป็นเพราะเขาต้องจูงมือเด็กน้อยข้ามถนนด้วยกลัวว่าเจ้าตัวดีนี่จะมัวแต่ก้มหน้ามองขนมเสียจนรถชนไปเสียก่อน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การจับข้อมือแล้วดึงมาก็เท่านั้น ไม่ใช่การสัมผัสปลายนิ้วเรียวนั่นเหมือนวันนี้
การสัมผัสเพียงน้อยนิดทำให้รู้ว่าตนนั้นอยากได้มากกว่านี้
“คิดเมนูไว้แล้วใช่ไหม” เอ่ยถามด้วยความที่ว่าอยากจะหาเรื่องคุยเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องฟุ้งซ่านมากเกินไป ความคิดทั้งหลายมันตีพันกันจนยุ่งไปหมดจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร หากเขาเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆคงไม่ดีต่อตัวเองสักเท่าไหร่นัก
“เยอะแยะเลยครับ พยายามไม่ให้แปลกมากเพราะกลัวว่าเจ้านายจะไม่กล้าทาน” ริมฝีปากหนายกยิ้มน้อยๆก่อนจะถอนหายใจ ตลอดสองอาทิตย์ที่พาเขาลงไปกินนี่ไม่ได้คิดเลยใช่ไหมว่าเขาอาจจะไม่กล้ากินเมนูพิสดารที่เจ้าตัวสั่งมา
“ฉันไม่กินแกงกะหรี่ราดหมูชุบแป้งทอดหรอกนะวันนี้”
“โหย ไหนบอกตามใจไงครับ” คนตัวเล็กหันมาเบ้ปากใส่น้อยๆก่อนจะก้มหน้าก้มตาดูดน้ำตาลสดของตัวเองจนหมดขวด ร่างสูงส่ายศีรษะไปมาอย่างนึกปลงเพราะรู้สึกว่าเรื่องอาหารการกินนี่จะขัดใจเจ้าหนูผู้ช่วยนี่ไม่ค่อยจะได้สักเท่าไหร่นัก ลองขัดสิ เจ้าตัวก็นั่งเบ้หน้าราวกับเขาใจยักษ์ใจมารเสียเหลือเกิน
ความเงียบทิ้งตัวลงภายในห้องโดยสารจะกระทั่งทั้งคู่มาถึงที่บ้าน ชายหนุ่มลงไปเปิดกระโปรงหลังของรถเพื่อที่จะได้หยิบของทั้งหลายเข้าบ้านแต่ก็ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กนั้นจะอยู่นิ่งๆเป็นไม่ได้ต้องวิ่งเข้ามาแย่งของบางส่วนไปถือ บยองฮอนส่ายศีรษะน้อยๆ ความจริงแล้วของทั้งหมดนี้เขาถือคนเดียวก็ได้แต่ก็เท่านั้นแหละ พูดอะไรไปไอ้หนูนี่ก็ไม่ฟังอยู่ดี แล้วตอนนี้เขาก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมาทำหน้าดุเพื่อกำราบความดื้อแบบเด็กๆนั้นเสียด้วย
เมื่อหยิบของได้จนเต็มมือก็รีบวิ่งดุ๊กๆเข้าไปในตัวบ้าน ชายหนุ่มถอนหายใจน้อยแล้วเดินตามเข้าไปพร้อมกับของในมือ ไม่รู้ว่าวันนี้เจ้าตัวจะคิดเมนูผิดแผกอะไรให้เขากินอีก แต่มันก็คงไม่มีอะไรน่ากลัวสำหรับเขาแล้วล่ะ นั่งกินอาหารพิสดารมาร่วมสองสัปดาห์ มันคงไม่มีอะไรให้แปลกจนต้องตกใจอีกแล้ว
“มาแล้วฮะ” คนตัวเล็กที่หอบถุงอาหารสดมากมายเดินเข้ามาในครัวพร้อมกับรอยยิ้มสดใสอย่างที่เหล่าแม่บ้านต้องอมยิ้มอย่างนึกเอ็นดู
“เดี๋ยวดิฉันช่วยนะคะคุณชานฮี” หญิงสาวที่อยู่ใกล้ชานฮีที่สุดเอื้อมมือไปรับของที่อยู่ในมือคนตัวเล็กเพื่อนำไปวางที่โต๊ะกลางห้องครัวก่อนจะเอื้อมมือไปรับของจากคุณชายที่เดินเข้ามาทีหลังหากแต่ทิ้งช่วงกันไม่นานนัก
“อย่าพิสดารมากนักนะ ฉันยังเป็นคนปกติอยู่” ชานฮียู่หน้าน้อยๆแล้วเดินดูของสดมากมายที่อยู่บนโต๊ะ
“ชานฮีอยากกินตั้งเยอะแยะแน่ะ เจ้านายไม่เคยกินแน่ๆ”
“งั้นก็ทำตามที่เขาบอกก็แล้วกัน” บยองฮอนเอ่ยเสียงนิ่งแล้วหันหลังเดินออกจากห้องครัวไป ชานฮีได้แต่ขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะหันไปบอกวิธีทำอาหารทั้งหมดกับเหล่าแม่บ้านสาวซึ่งทุกคนก็ได้แต่เบิกตากว้างน้อยๆเพราะไม่คิดว่านี่คืออาหารที่คุณชายจะต้องทานในเย็นวันนี้
ก็คุณชายเคยทานแกงกิมจิซะที่ไหนล่ะ
“ผมว่าผมช่วยทำดีกว่า สูตรผมอร่อยกว่าร้านอีกนะฮะจะบอก”
“คุณชานฮีคะ”
“ครับคุณนม” หันไปทางเสียงเรียกพร้อมกับรอยยิ้ม เอียงคอน้อยๆเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดอะไร จะมีเพียงแค่รอยยิ้มพร้อมกับสายตาที่มีแต่ความเอ็นดูก็เท่านั้น
“ไปคุยกับคุณบยองฮอนเธอหน่อยสิคะ” เหล่าแม่บ้านทั้งสี่คนหันขวับไปมองคุณนมอย่างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรทั้งที่ในใจนึกสงสัยเสียเหลือเกิน
“รู้สึกเหมือนโดนโกรธยังไงก็ไม่รู้สิฮะ แต่ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าทำอะไรผิด” ปลายนิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากอย่างเคยชินในเวลาที่ต้องใช้ความคิด พยายามนึกว่าตนไปทำอะไรให้เจ้านายไม่พอใจหรือเปล่าแต่ก็นึกไม่ออกเสียทีเพราะเท่าที่จำได้คือเขายังไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ใช่หรือไง
“ผมไปถามเจ้านายดีกว่า” ว่าแล้วร่างเล็กก็เดินออกจากห้องครัวไปเพื่อตามหาเจ้านายที่หายไปไหนก็ไม่ทราบ เหล่าแม่บ้านได้แต่ยกยิ้มน้อยๆกับอาการเด็กๆแล้วหันไปจัดการกับของสดที่อยู่บนโต๊ะเพื่อที่จะได้ทำเมนูอาหารตามที่คุณหนูเธอบอก
“คุณชานฮีเธอน่ารักจริงๆนะ ฉันชอบคุณชานฮีจัง”
“คุณบยองฮอนเธอก็คงพอใจไม่น้อยนั่นแหละไม่อย่างนั้นจะพาเข้ามาที่บ้านเหรอ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาก็มีแค่คุณอาราที่เข้ามาได้”
“ก็เป็นแฟนกัน มาไม่ได้สิแปลก”
“คุณชานฮีเธอเป็นแค่ผู้ช่วยนี่ แต่ก็เก่งนะ ตัวเล็กนิดเดียวลากคุณบยองฮอนเธอไปตลาดสดได้ด้วย”
“ถ้าคุณชานฮีเป็นผู้หญิงฉันเชียร์เต็มที่เลยนะ”
“ทำงานได้แล้ว” เหล่าแม่บ้านสะดุ้งกับเสียงของคุณนมก่อนจะกุลีกุจอจัดการกับอาหารสดที่ดูเหมือนว่าคนตัวเล็กจะไม่ได้ซื้อมาให้ทำทานกันเพียงแค่สองคน หญิงสูงอายุมองของสดบนโต๊ะ อมยิ้มน้อยๆหากแต่ไม่พูดอะไร
ถ้าคุณชานฮีเธอมาที่นี่ได้บ่อยๆก็คงจะดีไม่น้อยเชียวล่ะ
* * *
ชานฮีเดินย่องๆเข้าไปหาเจ้านายที่นั่งทำหน้าเครียดอยู่ที่ม้าหินอ่อนด้วยความเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะย่องทำไมเพราะมันเป็นพื้นหญ้า ต่อให้เดินลงส้นขนาดไหนมันก็คงไม่ดังจนเจ้านายหันมาดุเขาหรอกกระมัง
คนตัวเล็กยกยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นใบหน้าคมหันมามองตนด้วยนัยน์ตาเรียบเฉย ยกมือขึ้นเกาหัวแกเก้อเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร อ้าปากพยายามจะอธิบายว่าทำไมถึงต้องแอบเดินเข้ามาแต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่สนใจเพราะตอนนี้เจ้านายของเขานั้นหันหน้าไปมองทางอื่นเป็นที่เรียบร้อย
แก้มใสพองขึ้นน้อยๆก่อนจะเดินไปนั่งยังม้านั่งตัวเดียวกันกับเจ้านาย มือน้อยสะกิดยิกๆที่ไหล่กว้างหากแต่คนที่เอาแต่มองบรรยากาศของสวนบ้านตัวเองก็ไม่ได้หันมามองจนชานฮีเริ่มจะนึกโมโหน้อยๆ
มาง้อแล้วยังจะหยิ่งอีก
“เจ้านายโกรธอะไรผมเหรอครับ” คนตัวสูงยังคงนิ่ง ไม่ยอมที่จะเอ่ยคำพูดอะไร ชานฮีเองก็ได้แต่ขมวดนิ้วจ้องมองใบหน้าคมอย่างนึกสงสัย ถึงเจ้านายจะตอบกลับมาว่าเปล่าเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดีนั่นแหละ
“ฉันไม่ได้โกรธ”
“แล้วหนีผมออกมาทำไมล่ะครับ หรือเมนูไม่ถูกใจ ก็ปกตินะ ในเกาหลีมีแค่เจ้านายนี่แหละที่ไม่เคยกิน” ใบหน้าคมหันกลับมามองคนที่ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากพร้อมกับทำใบหน้าครุ่นคิด ยกยิ้มน้อยๆกับอาการเด็กๆแบบนั้นก่อนจะถอนหายใจเมื่อนึกถึงชีวิตของตัวเองตลอดยี่สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา
นอกจากจะเรียนและเล่นดนตรีเพื่อแก้เบื่อแล้วก็จำไม่ได้อีกเลยว่าที่ผ่านมาตนนั้นทำอะไรบ้างในช่วงชีวิตที่ยังไม่ต้องจริงจังมากนัก มีใครหลายคนเข้ามาในชีวิตแต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจทั้งสิ้น ส่วนมากจะเป็นนักธุรกิจระดับสูงที่รู้จักกับบิดาเป็นส่วนมากจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะมีภาพลักษณ์ของผู้นำมาตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมมากนักเพียงแค่เปลี่ยนจากการเรียนมาเป็นการทำงาน แบกรับความเสี่ยง ความรับผิดชอบ และปากท้องของคนที่ทำงานอยู่ใต้การปกครอง ราวกับว่าเป็นการลงภาคสนามจริงหลังจากศึกษาทฤษฎีจนหมดสิ้น
การทำงานทั้งหมดมันไม่ได้ยากเกินความสามารถเพราะเขาเองก็ถูกปลูกฝังเรื่องงานบริหารมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่บิดามักจะพาเขาเข้าไปศึกษาการทำงานอยู่เสมอ เป็นเพียงโอกาสเดียวที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดบิดา ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นบ่อยหากแต่ทุกสิ่งที่คุยกันมันก็เป็นเรื่องงานทั้งสิ้น ไม่เคยแม้แต่จะคุยกันเหมือนกับพ่อลูกทั่วไปเลยสักหน มารดาเองก็เช่นกัน
บยองฮอนไม่เคยคิดหาคำตอบเลยสักครั้งว่าช่องว่างระหว่างครอบครัวที่เกิดขึ้นนั้นสาเหตุที่แท้จริงมันคืออะไร เพราะรู้ดีว่าถึงจะหาคำตอบเจอทุกอย่างมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง จะอย่างไรคนที่คอยปลอบใจเขาก็ยังคงเป็นนมนาริมอยู่ดี ความอบอุ่นที่ได้รับยามรู้สึกว่ามันเริ่มขาดหายก็ไม่ได้มาจากมารดาแม้ว่าจะโหยหาสักเท่าใด
“เจ้านายครับ”
“นายเคยโหยหาอะไรสักอย่างทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีทางไหม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาคมเหม่อมองออกไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย
“อยู่กับสิ่งที่มีดีกว่าครับ ใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดดีกว่าจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลัง”
“ความสุข...มันคืออะไร” ชานฮีเอียงคอมองเจ้านายน้อยๆก่อนจะยกยิ้ม นี่ใช่ไหมที่เขาว่ากันว่า บางครั้งคนรวยก็ไม่ได้มีความสุขเสมอไป
“สำหรับผมนะ แค่ตื่นมาเจอยาย เจอแม่แล้วก็พี่ยูชอนในทุกๆวันผมก็มีความสุขแล้วครับ” ใบหน้าคมหันกลับมามองคนตัวเล็กด้านข้างเมื่อรู้สึกสัมผัสแผ่วเบาที่ฝ่ามือของตัวเอง รอยยิ้มเล็กๆที่ถูกส่งมาเรียกความรู้สึกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเป็นให้เกิดขึ้นในบริเวณอกข้างซ้ายเสียจนรู้สึกปั่นป่วนไปหมด
“เมื่อรู้ว่ามันไม่มีทางก็ไม่ต้องโหยหามันสิครับ รอบๆตัวยังมีอะไรน่าสนใจตั้งเยอะ” ริมฝีปากหนายกยิ้มน้อยๆก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเล็กเสียจนเส้นผมนุ่มนั้นฟูฟ่อง คนเป็นผู้ช่วยได้แต่ร้องโวยวายหากแต่ไม่ดังมากนักพร้อมกับดิ้นไปมาจนศีรษะนั้นลงไปโขกกับพนักเก้าอี้ดังปึง
ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลงทันที ชายหนุ่มรีบขยับกายเข้าหาพร้อมกับใช้ปลายนิ้วเชยคางเล็กขึ้น มืออีกข้างเกลี่ยเส้นผมที่ปรกใบหน้าออกเพื่อดูว่าหน้าผากเล็กนั้นแตกหรือไม่ ใช้ปลายนิ้วโป้งกดลงในบริเวณที่โนขึ้นน้อยเพราะแรงกระแทกเพื่อดูว่าเจ้าหนูของเขาเจ็บมากหรือเปล่า เสียงครางเล็กๆดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องรีบละปลายนิ้วออก เลื่อนสายตาลงมาจับจ้องเปลือกตาบางที่ยังคงหลับแน่นด้วยความเจ็บ สำรวจโครงหน้าเล็กอย่างลืมตัวก่อนที่จะรู้สึกถึงสายตาที่จ้องตอบกลับมา
ลมหายใจอุ่นรดผิวแก้มใสจนชานฮีเองรู้สึกหายใจติดขัด ใบหน้าคมของเจ้านายอยู่ใกล้เกินไปเสียจนน่ากลัวหากแต่ไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆออกมา ความรู้สึกอึดอัดเกินขึ้นภายในใจแต่กายบางก็ยังคงอยู่นิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวราวกับว่าสายตาคมคู่นี้ได้ตรึงร่างของเขาไว้เป็นที่เรียบร้อย คนตัวเล็กรู้สึกได้ถึงความว้าเหว่จากนัยน์ตาสีเข้มตรงหน้า ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ถูกถ่ายทอดออกมาทำเอาคนมองถึงกับใจหาย อยากจะช่วยให้ความว้าเหว่นั้นหายไป อยากจะช่วยให้เจ้านายมีความสุข
“เจ็บไหม” เสียงทุ้มดังก้องในโสตประสาท รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเต้นถี่รัวเมื่อใบหน้าคมนั้นเลื่อนเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม ใบหน้าใสร้อนระอุเสียจนผิวแก้มขึ้นสีระเรื่อ
“เจ็บครับ เจ็บมากๆด้วย” เปลือกตาบางหลับลงเมื่อรู้สึกถึงลมอุ่นที่กระทบบริเวณที่กระแทกกับพนักเก้าอี้เบาๆ ความรู้สึกปั่นป่วนเกิดขึ้นภายในช่องท้องก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นเพื่อจดจ้องใบหน้าคมของอีกฝ่าย ริมฝีปากบางเม้มเสียจนแน่นเมื่อเห็นว่าใบหน้าคมนั้นไม่มีทีท่าจะถอยออกไปเสียที
“นมนาริมเคยบอกฉันตอนเด็กๆว่าทำแบบนี้แล้วจะหาย”
“แม่กับยายก็เคยทำครับ” คนตัวเล็กเลือกที่จะหลบนัยน์ตาคมคู่นั้น พยายามถอยกายออกห่างจากเจ้านายซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยแต่โดยดี ฝ่ามือน้อยกำแน่นด้วยความอึดอัดที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจ ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะหันกลับไปมองหน้าเจ้านายอีกครั้ง
“แล้วหายหรือเปล่า”
“ไม่หายครับ แต่หยุดร้องไห้” ศีรษะเล็กส่ายไปมาสองสามทีก่อนจะเอ่ยตอบ
“ขอโทษที่ทำให้เจ็บตัว”
“ไม่เป็นไรครับ ผมซุ่มซ่ามเอง แล้วก็ขอบคุณเจ้านายมากนะครับ” ร่างสูงได้แต่ขมวดคิ้วน้อยๆอย่างนึกสงสัย ก็เขาทำให้เจ็บตัวจนหัวโนเสียขนาดนั้นนอกจากจะไม่โทษกันแล้วยังมาขอบคุณ เจ้าหนูนี่คงมีความคิดกลับด้านจากคนอื่นเสียแล้วกระมัง
“ขอบคุณเรื่องอะไร”
“ก็ที่เป่าเพี้ยงให้ผมไง” ดูเหมือนว่ายิ่งอธิบายก็ยิ่งงง ร่างสูงได้แต่จ้องมองใบหน้าใสที่เปื้อนรอยยิ้มแทบจะตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเขาหมกตัวอยู่แต่ในบ้านมากเกินไปหรือว่าเจ้าหนูนี่ประหลาดกันแน่
“ก็เวลาเป่าไงครับ เขาจะพูดว่า เพี้ยง หายแล้ว อย่าบอกนะว่าเจ้านายไม่เคยได้ยิน”
“ไม่หรอก นมนาริมแค่เป่าแล้วบอกว่าไม่เจ็บแล้วนะ แค่นั้นแหละ” คนตัวเล็กพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อชวนให้เจ้านายเข้าไปในตัวบ้านเพราะตอนนี้รู้สึกอยากเล่นเปียโนขึ้นมาอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ข้อมือเล็กก็ถูกรั้งไว้จนเกือบเซ ใบหน้าใสหันกลับมามองเจ้านายที่ยังคงนั่งนิ่งด้วยรอยยิ้มประจำตัว ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหายไปพร้อมกับเรียวคิ้วขมวดมุ่นที่เข้ามาแทน
“แล้วถ้าความสุขของฉันคือการได้เจอนายทุกวันล่ะ”
T B C .
หึ...สมภารจะเสยไก่วัดไหม ติดตามกันต่อไป ฮ่าๆๆ
บล็อกใหม่น่าร๊ากเนาะ ดีงามตามท้องเรื่อง น้อยๆตามนิสัยคนที่ไม่ชอบความรุงรัง
มาจากเวิร์ดเป็นยังไง ลงบล็อกก็เป็นอย่างนั้น โฮ่ะ ปรบมือสิคะรออะไร
น่ารักระรัว...เป็นสมภารก็ต้องกินไก่วัดค่ะกินเลยค่ะเจ้านาย
ReplyDeleteแค่เป่าเพี้ยงหรอเค้านึกว่าจุฟอิอิ....ชานฮีนี่น่ารักสดใสมากๆพระอาทิตย์ของบยอง