Saturday, October 31, 2015

To Be Enchained [2]












ดวงตาคู่กลมของอี ชานฮีจ้องมองไปยังใบหน้าคมของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่ยังคงอยู่ในห้องนิทรา ม่านน้ำตานั้นบดบังเสียจนภาพที่ได้รับนั้นมีแต่ความพร่าเลือน เม้มริมฝีปากเสียจนแน่นด้วยไม่อยากให้เสียงสะอื้นนั้นเล็ดรอด เก็บกลั้นความรู้สึกทั้งหมดเสียจนไหล่นั้นสั่นไหว ตลอดหกเดือนที่ผ่านมาแม้จะเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้งแต่มันก็ไม่เคยมีครั้งไหนทำให้รู้สึกเหนื่อยได้มากถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะถูกทำร้ายความรู้สึกมากเพียงใดก็ยังเลือกที่จะทนเพราะการไปจากบยองฮอนมันไม่ใช่เรื่องง่าย ซ้ำร้ายหัวใจของเขาเองนั่นแหละที่ร้องว่ายังอยากจะอยู่ตรงนี้

ความเจ็บช้ำที่เกิดจากการรุกรานรวมทั้งอิสระที่ขาดหายทำให้ชานฮีในตอนนี้เปรียบเสมือนนกตัวน้อยที่อยู่ในกรงขังอันแสนจะแน่นหนา ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาบยองฮอนไม่ได้เข้าบริษัทแต่อย่างใด งานการทั้งหลายก็จะได้รับในช่วงเย็นเพราะสั่งให้เลขาส่วนตัวนำมาให้ ซ้ำยังตั้งใจเคลียร์ตารางงานเพื่อที่จะได้มาฮันนีมูน มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคนในบ้านเพราะแต่งงานกันมาหกเดือนก็ยังไม่เคยได้ไปฮันนีมูนกันเลยสักครั้ง แต่สำหรับคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าความจริงมันคืออะไรกลับสร้างความเจ็บปวดได้อย่างเหลือเชื่อ

“ร้องไห้ทำไม?”

“อึก” สะดุ้งเล็กๆกับปลายนิ้วที่เช็ดหยาดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ชานฮีเกลียดความอ่อนโยนของอี บยองฮอน เกลียดเพราะมันทำให้เขาไม่อาจจะตัดใจ เกลียดเพราะทำให้รักมากขึ้นทุกวัน

“ตอบมาสิเด็กดี เธอร้องไห้ทำไมกัน”

“ผมก็แค่...คิดถึงบ้าน” ตั้งแต่แต่งงานมายังไม่เคยได้กลับบ้านเลยสักหน อาจจะโทรคุยกับพ่อแม่ของตนบ่อยแต่มันก็ไม่เหมือนกับอ้อมกอดอุ่นที่สามารถปัดเป่าความทุกข์ใจให้หายได้ในทันทีราวกับมีเวทย์มนต์

“พอกลับแล้วจะพาไป” ด้วยเพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวาน ชานฮีก็ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ขาดใจไปก่อนที่จะได้กลับไป

การรักบยองฮอนมันคือความเจ็บปวด

“ทำไมต้องมาด้วยล่ะครับ?” เพราะวางแผนจะไปอยู่ที่นี่ถึงสองอาทิตย์ แน่นอนว่ามันต้องส่งผลถึงงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วชานฮีควรจะห่วงว่าตัวเองจะท้องกลับไปแต่กลับไปเป็นห่วงว่าบยองฮอนว่าจะได้รับผลกระทบจากการทิ้งงานมาแบบนี้

“อยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ?”

“คุณบยองฮอน...” เรียกเสียงสั่นด้วยความอ่อนใจ อย่าทำร้ายกันมากไปกว่านี้อีกเลย

“ก็แค่อยากมา”

“ทำไมไม่ไปกับคุณมินจีล่ะครับ?” ชานฮีไม่ได้ประชดอะไรทั้งนั้น ก็แค่คิดว่าถ้าบยองฮอนได้ไปกับคนที่ตัวเองรัก อาจจะมีความสุขมากกว่าไปกับเมียแต่งที่มีแค่ทะเบียนสมรสอย่างเขาก็ได้

“เคยได้ยินใช่ไหมว่าทริปฮันนีมูนคือทริปทำลูก?”

“.....”

“ในเมื่อฉันอยากมีลูกกับเธอ แล้วจะมากับมินจีทำไม”

“.....” หากเขากับบยองฮอนรักกัน การได้ฟังคำตอบแบบนี้คงมีความสุขน่าดู

“ฉันทำเธอเจ็บหรือเปล่า?”

“.....” ส่ายหน้าเบาๆแทนคำตอบ เพราะเมื่อคืนบยองฮอนดื่มไวน์เข้าไปทำให้ความรู้สึกนึกคิดนั้นขาดหายไปบ้าง ทว่าความอ่อนโยนนั้นก็ยังคงอยู่ ชานฮีควรดีใจที่มันเป็นแบบนี้ ดีใจที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ถนอมเขา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าบยองฮอนถนอมมินจียิ่งกว่านี้มากมายนัก

“เมื่อไหร่เธอจะท้องสักทีนะ” ร่างหนาค่อยขยับกายขึ้นมาคร่อมทับซึ่งชานฮีก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด การปฏิเสธบยองฮอนทำได้ยากพอๆกับการตัดใจ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้

“.....” ดวงตาคู่คมที่จ้องกันแม้จะบ่อยครั้งแค่ไหนแต่ก็ไม่รู้สึกเคยชิน ไม่ว่าจะเป็นในกรณีที่ไฟปรารถนาลุกโชนหรือในยามที่จ้องกันด้วยความอ่อนโยนแบบนี้

“ยังจะเขินอยู่อีก แต่งงานกันมาครึ่งปีกว่าแล้ว”

“อื้อ” ย่นคอเล็กๆเมื่อริมฝีปากอุ่นแนบลงบนปลายจมูก

“เมียน่ารักแบบนี้น่าเอาไปอวดใครต่อใครให้อิจฉาเล่น”

“.....” ได้แต่ฟังตาปริบๆด้วยไม่รู้จะพูดอะไร กระทั่งควรรู้สึกอย่างไรชานฮียังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำ

“แต่พอคิดดูแล้ว เก็บเอาไว้ดูคนเดียวน่าจะดีกว่า” ริมฝีปากหนาแนบลงมาฉกชิงลมหายใจอย่างเชื่องช้า สอดแทรกความอุ่นเข้ามาเพื่อหลอกล่อให้มัวเมา ราวกับงูพิษที่กัดแล้วอาจถึงตาย

สายลมเอื่อยที่กระทบผิวกายรวมทั้งแสงแดดอ่อนๆในตอนเช้าไม่ได้ช่วยให้รู้สึกสดชื่นอย่างที่ควรจะเป็น ภาพของทะเลสาบที่อยู่ในกรอบสายตาสร้างความหวั่นวิตกให้เกิดขึ้นแม้จะไม่ได้มากมายเหมือนกับเมื่อคืน ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าทั่วทั้งอาณาบริเวณนี้ไม่มีใคร แต่ก็ยังกระดากอายอยู่ดี

“ยังไม่ชินอีกรึไง?”

“.....” ใครจะไปชินกัน

ได้แต่ร่ำร้องในใจเพราะรู้ดีว่าคงไม่มีปัญญาพูดออกมา เรือนกายที่สั่นสะท้านไปทั่วเพียงเพราะได้รับสัมผัสที่ฟอนเฟ้น แม้จะไม่ได้ทำให้สติหลุดลอยจนไม่รับรู้สิ่งใดแต่ก็ราวกับอสรพิษตัวใหญ่ที่รัดรึงกันจนหายใจแทบไม่ออก ซ้ำร้ายอสรพิษนั้นยังสามารถที่จะฉกกัดและฉีดพิษได้แทบจะตลอดเวลา

ไม่มีคำเอื้อนเอ่ยอันใด เหลือเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงครางเบาๆในลำคอ สัมผัสวาบหวิวไล้ไปทั่วกายเช่นเดียวกับความรู้สึกที่ราวว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายนั้นมีประจุไฟฟ้า แม้จะไม่มีการเติมเต็มหากชานฮีก็พอจะรู้ว่าสภาพของตนเองในตอนนี้มันน่าสมเพสเพียงใด ริมฝีปากที่ตักตวงอากาศเข้าปอดพร้อมกับใบหน้าที่เชิดขึ้น ฝ่ามือข้างหนึ่งกำผ้าปูที่นอนแน่น ส่วนอีกข้างก็ขยุ้มกลุ่มผมของอีกฝ่าย มันทรมานเสียจนอยากจะเรียกร้องแต่ความเจ็บเสียดที่เป็นมาตลอดสัปดาห์ทำให้เลือกที่จะเงียบ

“อยากได้ฉันไหมเด็กดี?” เจ้าของน้ำเสียงพร่าค่อยๆเลื่อนริมฝีปากขึ้นมาที่ข้างใบหู กระเซ้าเย้าแหย่เสียจนเผลอเคลื่อนกายเข้าหา แล้วยังมีหน้ามาถามคำถามแบบนี้อีกอย่างนั้นหรือ?

“อือ...” ฟังแทบไม่ออกว่าเป็นเสียงครางจากความต้องการหรือคำตอบของคำถาม รู้เพียงว่ามันสั่นสะท้านเสียจนนึกสงสารตัวเอง

บยองฮอนช่างใจร้าย...ใจร้ายที่มอมเมาให้ลุ่มหลงจนกระทั่งเสพติด
จนน่ากลัวว่าจะไปไหนไม่รอดในสักวัน

“ทำเองนะที่รัก เพราะถ้าให้ฉันทำ เธอได้ตายคาอกฉันแน่” จูบหนักที่ริมฝีปากรวมทั้งสมองที่เพิ่งจะประมวลคำพูดเหล่านั้นเสร็จทำให้ขมวดคิ้วเล็กๆ เรือนกายหนาที่ผละออกก่อนจะลงไปนั่งพิงหัวเตียงราวกับเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ตนได้ยินนั้นคือเรื่องจริง คิดแล้วก็ได้แต่หน้าแดงซ่านด้วยความกระดากอาย ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำ ก็เพราะเคยทำถึงได้รู้ว่ามันเป็นยังไง

สายตาร้อนที่จดจ้องกันในยามที่เคลื่อนไหว...ชานฮีทนมันไม่ได้หรอก






ดวงตาคู่คมจ้องมองไปยังคนตัวบางที่ตอนนี้ลุกขึ้นนั่งพลางใช้ฟันขาวขบริมฝีปากเสียจนน่ากลัวว่าจะได้เลือด ผิวกายที่แดงระเรื่อไปทั่วเป็นเครื่องยืนยันว่าความต้องการนั้นไม่ได้ลดลงแต่อยากใด ทว่าที่ยังนิ่งงันก็เพราะความกระดากอายที่แก้ไม่หายสักที แต่งงานกันมาครึ่งปีกว่าแล้ว ซ้ำยังร่วมรักกันจนนับครั้งแทบไม่ถ้วน แล้วไฉนยังจะอายกันอีกเล่า แต่ก็เพราะความหน้าบางนั่นที่ทำให้ชานฮีดูน่ากลั่นแกล้งแทบจะตลอดเวลา

ต้องการ...แต่ไม่กล้าเรียกร้อง ก็ลองดูว่าจะทนได้นานสักแค่ไหนกัน

“ฉันอยากได้เธอจะแย่อยู่แล้ว” ปลายนิ้วไล้ไปตามแนวกระดูกสันหลังก่อนจะสะกิดที่หลังใบหู จุดอ่อนของชานฮีอยู่ตรงไหนบ้างทำไมเขาจะไม่รู้ และเพราะรู้ถึงได้แกล้งอยู่แบบนี้

“อยากจะเข้าไปอยู่ในตัวเธอ อยากจะให้เธอกลืนกิน” ลมร้อนจากริมฝากปากไล้ไปตามลาดไหล่หากผิวเนื้อนั้นไม่ได้สัมผัส ชานฮีตอนนี้ก็เหมือนเด็กขาดน้ำตาล เพียงแค่เอาของหวานมาหลอกล่อ ขี้คร้านจะเดินเตาะแตะเข้ามาร้องขอด้วยตัวเอง

“อยากจะจูบไปทั้งตัว อยากให้เธอควบคุม”

“คุณบยองฮอน...” เสียงครางนั้นราวกับลูกแมว ใบหน้าเอนเข้าหาฝ่ามือที่กอบกุมปลายคางจากด้านหลัง บยองฮอนอยากจะจับแมวขี้ยั่วมากระทั้นให้ครางไม่ออก แต่ไม่ต้องหรอก การกระทำแบบนั้นมันไม่จำเป็น

“ในตัวเธอมันอุ่นมากแค่ไหนรู้บ้างไหม”

“อือ...”

“ไม่อยากเป็นคนคุมบังเหียนบ้างรึไงเด็กดี”

“อ...อาย” คำตอบนั้นบยองฮอนรู้อยู่แล้ว รู้อยู่แก่ใจ ชานฮีไม่เคยสบตาเขาได้เกินครึ่งนาทีเลยด้วยซ้ำ ยิ่งอยู่บนเตียงยิ่งแล้วใหญ่

“หันหลังให้ฉันสิคนดี ไม่ต้องมองหน้า แต่รู้ว่าทั้งหมดที่เธอได้มันมาจากฉัน แค่นั้นก็พอ”

“.....” ชั่งใจอยู่ไม่นานนักเจ้าของเรือนร่างน่าฟอนเฟ้นก็ค่อยๆขยับเข้าหา ชานฮีทำตามอย่างที่เขาว่า กระทั่งหันมามองกันสักนิดก็ยังไม่มี

มือกว้างประครองเอวคอดของคนที่ค่อยๆกลืนกินตนอย่างเชื่องช้า ในใจนั้นอยากจะกระแทกเข้าหาแต่เกรงว่าลูกแมวขี้อายจะตื่นกลัว การหลอกล่อให้ชานฮีเสพติดสัมผัสจากเขามันจำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มาจากความรัก มันมีเพียงแค่ความพอใจและความต้องการทางกาย

ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่ทำให้เรือนกายบริสุทธิ์เปรอะเปื้อนไปด้วยคาวราคะเพียงเท่านั้น

บยองฮอนต้องมอมเมาให้อี ชานฮีลุ่มหลงเสียจนไม่อาจจะถอนตัว...เหมือนอย่างที่เขากำลังเป็น

“ตรงไหนทำให้เธอพอใจได้มากที่สุด ก็ตรงนั้นเลยเด็กน้อย” สะโพกกลมส่ายช้าๆก่อนที่จะหยุดลงเมื่อเสียงครางดังในลำคอ รอยยิ้มมุมปากที่ชานฮีไม่มีทางได้เห็นปรากฏขึ้นเพราะความพึงพอใจ พอใจมากเสียด้วย

“เกมส์หลังจากนี้เป็นของเธอแล้ว แม่ตัวดี” ออกแรงยกเอวบางเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายได้เคลื่อนไหว คนถูกหลอกล่อก็ทำตามอย่างว่าง่าย ไม่มีอิดออดเลยสักนิด เรือนกายที่โยกคลอนอย่างเชื่องช้ารวมทั้งเสียงครางเบาๆทำให้บยองฮอนแทบจะอดกลั้นไม่ไหว ทว่าสิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามแผ่นหลังที่ประปรายไปด้วยร่องรอยจากการกระทำของตน

ชานฮีเป็นคนขาว ผิวอ่อนๆนั้นนุ่มมือราวกับกลีบกุหลาบ น่าเสียดายที่กุหลาบขาวดอกนี้ต้องมาช้ำเพราะเขา

ความดังของเสียงเนื้อกระทบเนื้อรวมทั้งความเร็วของการเคลื่อนไหวนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย เสียงครางเครือยิ่งดังก้องในโสตประสาทยิ่งทำให้บยองฮอนลุ่มหลงจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น อยากจะอยู่แบบนี้ทั้งวันไม่ต้องไปทำอะไร ตอกย้ำให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่มีสิทธิ์ไปไหน เพียรซ้ำให้รู้ว่าเรือนกายนี้ไม่ใช้ของตนอีกต่อไป คนมีสิทธิ์นั้นคือเขาแต่เพียงผู้เดียว

การเคลื่อนไหวที่หยุดลงพร้อมกับความสุขสมที่เต็มตื้นทำให้บยองฮอนต้องคว้าเรือนร่างขาวให้มาซบกับอกของตน มือกว้างรั้งโครงหน้าเล็กให้หันมารับจุมพิตร้อนผ่าวที่เป็นรางวัลส่วนวงแขนอีกข้างก็โอบกอดเอวบางไว้อย่างหวงแหน ความชื้นแฉะที่ส่วนล่างของร่างกายหมายถึงชะตากรรมของเด็กดื้อที่กล้ากินยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการท้องลูกของเขา อีกไม่นานนักหรอก ทุกอย่างมันก็จะเป็นไปอย่างที่บยองฮอนต้องการ

ถึงวันนั้นไม่ว่าชานฮีจะรักเขาหรือไม่ การจากไปก็หาใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆอีกแล้ว



* * *



เพราะผืนเตียงนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบของความใคร่ที่ฟ้องว่าทั้งสองคนนั้นไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากสอดประสานกายเข้าหากัน หลังจากที่พากันอาบน้ำอาบท่าเสร็จในตอนเที่ยงบยองฮอนจึงโทรเรียกคนดูแลบ้านที่จ้างไว้ให้มาเปลี่ยนผ้าปูเสีย รอยยิ้มที่มุมปากหลังจากที่หญิงวัยกลางคนได้เห็นผ้าปูเตียงนั้นทำเอาชานฮีอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ได้แต่ยกยิ้มแห้งแล้วเดินออกไปนั่งเอาเท้าแช่น้ำที่ชานบ้านเพราะไม่อยากอยู่สู้หน้า ในใจนั้นว่ากล่าวตัวต้นเหตุที่ยืนกอดอกพิงประตูห้องด้วยความไม่พอใจ ทว่าก็ไม่คิดจะพูดอะไรด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดของเขามันไร้ความหมาย

สองขาที่แช่น้ำในทะเลสาบไม่ได้ตีไปมาทั้งที่ใจอยากจะทำ ทั้งนี้เพราะความบอบช้ำทำให้ไม่สามารถเล่นสนุกได้ ถอนใจยาวด้วยไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองยังไง ใช่ว่าไม่มีความสุขกับการที่ได้อยู่กับคนที่ตนนั้นรักจนแทบจะหมดหัวใจ แต่เมื่อนึกถึงความเป็นจริงแล้วก็ได้แต่ยกยิ้มด้วยความสมเพสที่มีต่อตัวเอง ไม่ชอบนักหรอกกับความรู้สึกแบบนี้ อยากจะลืมไปให้หมด อยากจะจำเพียงว่ามันคือการใช้เวลาที่มีอยู่นั้นอย่างคุ้มค่าเพราะช่วงเวลานี้บยองฮอนคือคนของเขา คนของอี ชานฮีแค่คนเดียว แต่ช่างน่าแปลกที่ทำไม่เคยได้สักที

มือกว้างที่แตะลงบนศีรษะทำให้ต้องส่งเสียงร้องด้วยความขัดใจเพราะอีกฝ่ายนั้นลงน้ำหนักพอควร เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าร่างสูงนั้นย่อตัวลงนั่งข้างตนพร้อมกับมอบรอยยิ้มอุ่นให้เหมือนกับช่วงเวลาที่ผ่านมา สายตาที่ส่งผ่านมานั้นก็เป็นเหมือนเช่นทุกวัน สายตาที่คนแบบอี ชานฮีไม่เคยสู้ได้เลยสักครั้งไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน

ก้มหน้าพลางจ้องมองปลายเท้าที่อยู่ในน้ำ พยายามประมาณความลึกของทะเลสาบแห่งนี้ว่าจากผิวน้ำจนถึงก้นบึ้งนั้นมากมายเสียเท่าไหร่กัน ลึกเสียจนไม่อาจจะคาดเดาเช่นเดียวกับหัวใจของอี บยองฮอนหรือเปล่า แล้วในก้นบึ้งนั้นมีอะไรอยู่บ้างหรือไม่ จะไม่มีอะไรเลยหรือว่าจะมีเพียงแค่คิม มินจีที่เป็นคนรักกัน นึกถึงตรงนี้ก็ได้แต่ยิ้มเยาะตัวเอง โง่นักอี ชานฮี ในหัวใจของบยองฮอนก็ต้องมีแค่คิม มินจีอยู่แล้ว จะคิดถามให้ตัวเองนั้นช้ำใจมากกว่าเดิมไปทำไม

“กำลังจะเป็นแม่คนก็ต้องยิ้มให้มาก จะมานั่งทำหน้าบูดแบบนี้ลูกฉันหน้าหงิกพอดี”

“ผมอาจจะท้องไม่ได้ก็ได้นะครับ”

“ไม่อยากมีลูกกับฉันขนาดนั้นเลยรึยังไง?” น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นมันดูเหนื่อยอ่อนเสียจนแปลกใจ ทั้งที่ปกติแล้วบยองฮอนจะไม่พอใจแล้วพยายามเลิกพูดเรื่องนี้

“คุณบยองฮอนครับ” มือบางเอื้อมไปกุมฝ่ามือหนาเอาไว้ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ทำแบบนั้น เขาไม่จำเป็นต้องปลอบใจอีกฝ่ายด้วยซ้ำไปเพราะสิ่งที่มันเป็นอยู่ตอนนี้คือบยองฮอนกำลังจะตีตรวนเขาให้ไม่มีสิทธิ์หนีไปไหน ซึ่งชานฮีไม่ได้ต้องการแบบนั้น

“รู้ทั้งรู้ว่าฉันอยากมีลูก แต่เธอก็เลือกที่จะกินยาคุม ทั้งที่เธอรู้อยู่แก่ใจ”

“.....”

“ที่ไม่อยากมีเพราะจะได้หนีไปจากฉันได้ง่ายๆรึยังไงกัน”

“.....” ริมฝีปากสีอ่อนเม้มแน่นด้วยไม่รู้จะตอบอย่างไร สายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อ่านได้ว่ากำลังเสียใจทำให้รู้สึกเจ็บไปทั่วอก ไม่มีใครอยากให้คนที่ตนรักต้องเสียใจ แต่เขาก็ไม่ใช่คนดีจนถึงขนาดที่ว่าจะสามารถสละตัวเองให้กับคนที่รักได้มากถึงขนาดนั้น เพราะยังมีคนที่รออยู่ข้างหลัง เพราะยังมีผู้ให้กำเนิดที่จะเจ็บช้ำมากกว่าเขาอีกหลายเท่านัก

“อธิบายหน่อยได้ไหม ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนโง่ให้เธอปั่นหัวเล่น”

“คุณอยากรู้จริงๆเหรอครับ?” เพราะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรับกับคำตอบของตนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามันจะทำให้ความสงสัยในตัวเขาหมดลง ชานฮีก็คิดว่าตนควรจะตอบเสียที

“.....”

“งั้นผมก็จะตอบคุณ...”



* * *


การแต่งงานที่จัดขึ้นเป็นการภายในของสองตระกูลใหญ่ที่แม้ว่าจะพยายามให้เป็นงานส่วนตัวแค่ไหนแต่มีหรือที่จะไม่กลายเป็นข่าวในวงการสังคม เพราะอี บยองฮอนคือหนึ่งในผู้บริหารอายุน้อยที่ผ่านการพิสูจน์ฝีไม้ลายมือในการดำเนินธุรกิจมาแล้วทำให้พอมีชื่อในวงการธุรกิจอยู่บ้าง อีกฝ่ายก็เป็นถึงลูกชายคนเดียวของผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์องค์สุดท้ายของเกาหลี แม้ว่าขณะนี้จะมีสถานะเป็นสามัญชนคนธรรมดาทว่าการวางตัวนั้นกลับสง่าด้วยได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี

เมื่อสามเดือนก่อนอี ชานฮีเพิ่งกลับมาจากอังกฤษพร้อมกับใบปริญญาของมหาวิทยาลัยชื่อดัง และวันนั้นก็เป็นวันสุดท้ายของอิสระเพราะผู้ให้กำเนิดบอกตนว่าจะต้องแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักกระทั่งชื่อเสียงเรียงนาม ด้วยเป็นเด็กดีไม่เคยนอกลู่นอกทางกระทั่งนอกเหนือคำสั่งก็ไม่เคยทำให้เลือกที่จะตกลงเพราะเชื่อว่าสิ่งที่ผู้ให้กำเนิดมอบให้นั้นคือสิ่งที่ผ่านการไตร่ตรองว่าดีแล้ว และเพราะอี ชานฮียังเด็กนักจึงไม่คิดว่าการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักกันมันจะสร้างปัญหาตามมามากมาย

อี บยองฮอนนั้นอายุมากกว่า 6 ปีทำให้กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นทั้งยังกล้าที่จะบอกกับคนที่จะต้องแต่งงานด้วยในไม่อีกกี่เดือนข้างหน้าว่าตนนั้นมีคนรักอยู่แล้ว คำตกลงของคนสองคนที่ไม่ได้รักกันแต่ต้องมาอยู่ด้วยกันทั้งชีวิตจึงมีแค่แต่งกันไปเพื่อให้ผู้ใหญ่สบายใจ เพราะดูจากท่าทางแล้วทั้งบยองฮอนและชานฮีก็ไม่ได้มีท่าทีจงเกลียดจงชังซึ่งกันและกัน

กระทั่งการแต่งงานนั้นผ่านไปกว่าสองสัปดาห์ มารดาของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีก็พาไปตรวจร่างกาย ผลที่ได้คือมีโอกาสที่จะตั้งครรภ์แต่ก็ไม่มากนัก ชานฮีได้แต่หน้าชากับความผิดแปลกของตัวเอง ทั้งที่เป็นผู้ชายแต่ก็ยังสามารถที่จะท้องได้ ซ้ำร้ายแม่ของสามียังบอกอีกว่าอยากได้หลานมาอุ้มเสียทีเพราะตอนนี้ลูกชายของเธอก็ใกล้จะ 30 เต็มทน ชานฮีที่อายุเลย 23 มาได้ไม่เท่าไหร่ทำได้เพียงยกยิ้มจาง เรื่องท้องคงเป็นไปได้ยากเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาบยองฮอนไม่เคยนอนร่วมเตียงกับเขาเลยสักหน อีกฝ่ายให้เกียรติเขาโดยการไปนอนที่ห้องทำงานที่มีประตูเชื่อมกับห้องนี้มาโดยตลอด แล้วอีกอย่างคือเขาทั้งสองคนไม่ได้รักกัน มีเพียงความหวังดีต่อกันในฐานะผู้ร่วมชายคาก็เท่านั้น

หากสิ่งที่ชานฮีวางใจมาโดยตลอดนั้นกลับถูกทำลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีในค่ำคืนที่อี บยองฮอนกลับมาที่บ้านด้วยสติที่เหลือน้อยเพราะฤทธิ์สุรา แม้ว่าจะมีเลือดเนื้อจากเชื้อพระวงศ์และได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดีแต่ก็ใช่ว่าจะมือไม้อ่อนทำอะไรไม่เป็น อี ชานฮีเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ผู้เป็นสามีที่เมาจนแทบจะไม่รู้เรื่องรู้ราว ริมฝีปากบางเอ่ยเรียกคุณบยองฮอนเมื่ออีกฝ่ายดื้อดึง แต่หลังจากนั้นก็ได้กลายเป็นเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความเจ็บร้าวพร้อมกับเสียงสะอื้นฮั่กที่ดังอย่างไม่ขาดสาย

เรือนกายผุดผ่องที่ไร้ร่องรอยราคีใดถูกครอบครองเสียจนบอบช้ำไปหมด ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ต้องรับความร้อนเร่าทำให้ไข้ขึ้นสูงในวันถัดมา อี บยองฮอนก็ชดเชยความผิดนั้นด้วยการดูแลเขาอย่างดีรวมทั้งพร่ำคำขอโทษไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แม่สามีเองก็สรรหายาบำรุงมาให้และแวะเวียนมาดูเข้าดูเย็น มันก็น่ายินดีที่ทุกคนใส่ใจเขามากขนาดนี้ แต่ที่เสียใจที่สุดกลับไม่ใช่เพราะความบริสุทธิ์ที่ถูกกระชากไปอย่างไร้ความปราณี แต่เพราะคำไม่กี่คำที่หลุดออกมาจากปากของอี บยองฮอนในยามที่เรือนกายสอดประสานกัน

“มินจี ฉันอยากมีลูกกับเธอ”

แม้งานแต่งงานจะเกิดขึ้นเพราะไม่อยากขัดใจผู้ใหญ่ แต่ชานฮีก็ไม่ได้ไร้ค่าจนถึงขนาดจะเอาตนไปเป็นตัวแทนของใคร เขาเลือกที่จะไปหาซื้อยาคุมกำเนิดด้วยตัวเองแม้ว่าจะกระดากอายสักเพียงไหน ศึกษาวิธีการกินแม้ว่าจะเข้าใจยากสักเพียงใด โชคดีที่ร่างกายต้องอาศัยการปรับตัวทำให้ไม่ท้องตั้งแต่ครั้งแรก แต่หลังจากนั้นชานฮีก็ใช้ยาคุมกำเนิดเรื่อยมาเพราะจู่ๆบยองฮอนก็พูดว่าอยากได้ลูกสักคน

หัวใจในตอนนั้นมันเจ็บช้ำไปหมด อยากจะหนีกลับบ้านให้มันรู้แล้วรู้รอดแต่กลัวว่าพ่อแม่ของตนจะกังวลใจ สิ่งที่ทำได้จึงมีแค่ยอมเป็นของเล่นให้อีกฝ่ายทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่มีทางได้ความรัก ชานฮีที่ต้องสูญเสียทกอย่าง เสียแม้กระทั่งตัวของตัวเอง แต่จะโทษใครได้นอกจากตนที่ไม่อาจแยกกายกับใจออกจากกัน เขาอยากจะเก่งแบบบยองฮอน เก่งเหลือเกินที่ยังคงรักมินจีอยู่แบบนั้นทั้งที่ตักตวงความสุขสมจากร่างกายของเขาแทบจะทุกคืน เก่งเหลือเกินที่ยังคงมั่นคงกับคนที่รักได้ทั้งที่พร่ำพูดอยู่ทุกวันว่าอยากมีลูกกับเขา

หากอี ชานฮีเก่งแบบได้สักครึ่งหนึ่งของบยองฮอน...ก็คงไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้






T B C .






ความดราม่านั้นไซร้...
ต้องจบใน 4 ตอน ต้องจบใน 4 ต๊อนนนนนนนนนนนนนนนนน









No comments:

Post a Comment