ฝ่ามือเล็กกำแน่นก่อนจะยกขึ้นมากุมหน้าท้องและสูดลมหายใจเข้าเพื่อเป็นการผ่อนความกดดันที่ตนนั้นสร้างขึ้นมา นัยน์ตาใสหันไปมองบานประตูอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจซึ่งก็ไม่รู้ว่าตนเองทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว การสัมภาษณ์งานในวันนี้มีผู้สมัครเพียงแค่สามคนก็จริงแต่ดูจากหน่วยก้านแล้วก็คิดว่าสองคนแรกนั้นอาจจะรอด ส่วนคนสุดท้ายเยี่ยงเขานะเหรอ น่าหวั่นใจเสียเหลือเกิน
“คุณอี ชานฮีใช่ไหมคะ”
“อ่า ครับผม” ขานรับอย่างเกร็งๆก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย
“เชิญทางนี้ค่ะ” มือสวยผายไปตามทางอย่างมีมารยาทก่อนที่หญิงสาวจะเดินนำไป คนเดินตามนึกข้องใจไม่น้อยที่จู่ๆก็มีคนมาบอกให้เดินตามทั้งๆที่เขายังไม่ได้สัมภาษณ์เลยด้วยซ้ำ หรือว่าจะเปลี่ยนสถานที่?
ปลายนิ้วเรียวของหญิงสาวกดลิฟต์ตัวข้างๆกับตัวที่เขาขึ้นมาเมื่อเช้า ในใจก็นึกสงสัยว่าทำไมเธอไม่ใช้ลิฟต์อีกตัวแต่แล้วก็ต้องถึงบางอ้อเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นข้อความเหนือบานประตูลิฟต์ เปลือกตาบางกะพริบถี่เพื่อเรียกสติให้เข้ามาอยู่กับเนื้อกับตัวก่อนที่จะก้าวตามหญิงสาวไปเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก
“คุณได้งานแล้วนะคะ ยินดีด้วย แต่ตำแหน่งนี้ยังไม่มีใครเคยทำ ดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะแนะนำยังไง”
“หือ” ร้องออกมาเบาๆอย่างแปลกใจ งานที่ไม่เคยมีใครทำ นี่เขาจะได้งานอะไรเนี่ย? คงไม่ใช่งานทำความสะอาดต้นไม้ใบหญ้าที่วางอยู่ในตึกนี้หรอกนะ
บานประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับหญิงสาวที่เดินนำไปยังห้องห้องหนึ่งคนเดินตามก็ได้แต่เกร็งเพราะดูจากหมายเลขชั้นและความหรูหราของการตกแต่งแล้วทำให้มั่นใจว่าคนที่จะทำงานบนชั้นนี้ได้คงมีตำแหน่งสูงพอสมควร แล้วเด็กเพิ่งจบแบบเขาจะได้งานอะไรในชั้นนี้กัน
อี บยองฮอน
ป้ายชื่อหน้าบานประตูทำเอาคนอ่านถึงกับขาแข็งอย่างบอกไม่ถูก ถึงจะไม่ได้ศึกษาประวัติของที่นี่มากมายแต่ก็พอจะรู้ว่าผู้เป็นเจ้าของใช้นามสกุลไหน นัยน์ตาใสที่ฉายแววกังวลหันไปมองหญิงสาวที่เปิดประตูรอก่อนจะเดินคอตกเข้าไปด้านใน ก้าวเข้ามาไม่เท่าไหร่ก็ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูพร้อมกับเสียงดังกึกที่บ่งบอกว่าเขาถูกทิ้งให้อยู่กับผู้บริหารระดับสูง
“อี ชานฮี”
“ครับผม” เอ่ยรับเสียงสั่นพร้อมกับจ้องมองไปยังพนักเก้าอี้ตัวโตที่คนนั่งนั้นหันใส่ ยังนึกไม่ออกเลยจริงๆว่าหน้าตาคนพูดจะเป็นแบบไหน จะเป็นคุณลุงดุๆเฮี้ยบๆหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วเขาควรจะทำตัวอย่างไรดี
“ตำแหน่งผู้ช่วยผม เริ่มงานได้เมื่อพร้อมครับ” ใบหน้าใสเงยขึ้นมามองคนพูดด้วยความตกใจแต่ก็ต้องผงะกับใบหน้าหล่อคมของอีกฝ่าย ในตอนแรกเขาคิดว่าจะได้มาทำงานกับผู้บริหารอายุคราวพ่อแต่สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ บุคคลที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้คงจะอายุห่างจากเขาไม่เท่าไหร่แถมหน้าตาก็เข้าข่ายหล่อเหลาเสียจนหญิงสาวอาจจะต้องเหลียวหลังและยังเป็นคนเดียวกับคนที่เขาวิ่งชนในลิฟต์เสียด้วยสิ
“คือตำแหน่งนี้...”
“มีคุณทำเป็นคนแรก ไม่เข้าใจอะไรถามผมเดี๋ยวผมสอนเอง วันนี้คุณกลับไปก่อนก็ได้เดี๋ยวเราค่อยเริ่มกันวันพรุ่งนี้ตอนเก้าโมง”
“ครับ ขอบคุณครับ” โค้งศีรษะลงอย่างอ่อนน้อมก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปด้วยความระมัดระวัง จะว่าไปก็นึกกลัวอยู่ไม่น้อยกับวันนี้เพราะไม่รู้ว่าจะได้งานหรือไม่แต่ดูเหมือนว่านั่นจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเสียแล้วเพราะวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้
* * *
“มาแล้วฮะ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าพร้อมกับเดินไปล้มตัวลงนอนบนโซฟาตัวใหญ่อย่างหมดสภาพ กระเป๋าสะพายถูกปล่อยทิ้งลงบนพื้นเพราะผู้เป็นเจ้าของนั้นไม่สามารถที่จะยกมันขึ้นมาไหวจริงๆก่อนที่มือบางจะดึงชายเสื้อออกราวกับอึดอัดเสียเหลือเกิน
“ชานฮี ทำไมสภาพเป็นแบบนี้”
“ยาย ช่วยน้องด้วย” ร่างเล็กรูปกระโจนตัวใส่คุณยายทันทีที่ได้ยินเสียงทัก ใบหน้าใสแนบลงบนไหล่ของผู้สูงวัยอย่างหาที่พึ่งพร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้นในลำคอ ฝ่ามือของคนอายุมากกว่าลูบลงบนศีรษะของหลานชายคนเล็กอย่างปลอบประโลม เจ้าตัวแสบของบ้านถึงกับกระโจนเข้าหาเธอพร้อมน้ำตาแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้วล่ะ
“น้องไปสมัครงานมาฮะยาย”
“ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไปสมัครที่อื่นก็ได้นะ”
“เปล่าฮะ ได้งานแต่มันไม่ตรงกับตำแหน่งที่สมัคร มันต้องไปเป็นผู้ช่วยผู้บริหารระดับสูง น้องกลัวทำไม่ได้ฮะ”
“นี่สะอึกสะอื้นเพราะอย่างนี้น่ะเหรอ” คนสูงวัยผลักไหล่บางออกพร้อมกับจ้องมองใบหน้าที่มีแต่ความกังวลเต็มไปหมด จะว่าไปก็เป็นภาพที่น่าดูไม่น้อย เจ้าตัวแสบของบ้านผู้ไม่เคยคิดมากกับเรื่องใดมานั่งเครียดเรื่องการทำงาน ช่างหาดูยากเหลือเกิน
“ไม่เอาน่า จะกลัวไปทำไม เดี๋ยวเขาก็ต้องสอนงานเราเองนั่นแหละ เขาไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก”
“แต่น้องจบจิตวิทยามานะฮะ แล้วก็สมัครเป็นแผนกบุคคล จะไปเป็นผู้ช่วยเขาได้ยังไง”
“แล้วจิตวิทยาจบมาเขาทำอะไรกินกันล่ะ” ใบหน้าใสหันไปทางต้นเสียงซึ่งก็พบว่าลูกพี่ลูกน้องของตนเดินมาพร้อมกับจานสตรอเบอร์รี่ลูกโตที่อยู่ในมือ คนตัวเล็กแทบจะกระโจนใส่เพราะผลไม้สีแดงในมือพี่ชายนั้นถือว่าเป็นผลไม้สุดโปรดของเขา ขืนชักช้าแล้วไม่ได้กินคงนั่งน้ำตาไหลไปอีกหลายวัน
“นี่แหนะ มือเลอะยังจะมาหยิบของเข้าปากอีก” ฝ่ามือใหญ่ฟาดลงมาที่ฝ่ามือเล็กเมื่อเห็นว่าเจ้าน้องชายตัวดีกำลังจะคว้าสตรอเบอร์รี่ผลโตเข้าปากทั้งๆที่เขาก็เตรียมไม้จิ้มมาแล้ว คนถูกทำร้ายได้แต่ลูบมือป้อยๆพลางทำหน้าบูดก่อนจะเหลือบตามองผลไม้สีแดงที่อยู่ในมือของพี่ชาย
“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้น ใช้ไม้จิ้ม มือเราไม่ได้สะอาดขนาดนั้นหรอกนะ”
“ครับคุณพี่ชาย โห เนี๊ยบจริงอะไรจริง” เอ่ยค่อนขอดเล็กน้อยก่อนจะคว้าไม้จิ้มขนาดเล็กจิ้มสตรอเบอร์รี่ผลโตเข้าปากพลางทำหน้าตาเอร็ดอร่อยเสียเต็มประดา
“พี่จะบอกว่าเวลาทำงานก็ใช้วิชาจิตวิทยาที่ร่ำเรียนมาสิ เขาเป็นถึงผู้บริหารเราต้องเข้าใจเขาให้มากๆ” คนฟังเหลือบตามองก่อนจะวางไม้จิ้มลงพร้อมกับถอนหายใจราวกับลมหายใจนี้มันไม่มีค่าพอให้เก็บไว้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสดใสถูกแทนที่ด้วยริ้วรอยแห่งความกังวลจนทั้งคนเป็นยายกับพี่ชายต้องหันมามองหน้ากัน
“ก็เมื่อวานน้องเจอเขาหลับอยู่ข้างทางเลยไปปลุก ก็กลัวว่าจะโดนโจรปล้น น้องว่าน้องไม่ได้ได้งานนี้เพราะความสามารถหรอกพี่ยูชอน”
“งั้นเราก็ต้องพิสูจน์ว่าเราเหมาะกับหน้าที่นี้เพราะเขาอุตส่าห์ให้โอกาสเรา เราก็ห้ามทำให้เขาผิดหวัง”
“จริงของพี่เขานะ เราควรจะพิสูจน์ตัวเอง อะไรไม่เข้าใจก็ถามเขา พอนานๆไปก็เก่งเองนั่นแหละ” คนตัวเล็กเดินกลับไปหายายก่อนจะสวมกอดแน่นราวกับต้องการกำลังใจจากญาติผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เด็ก
“ถ้าน้องทำไม่ได้ล่ะฮะยาย”
“ก็เท่ากับว่าเราทำให้พวกยายผิดหวังเพราะเราทุกคนเชื่อว่าน้องทำได้” ชานฮีมองหน้ายายพร้อมรอยยิ้มก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าไปหอมที่แก้มซ้ายแก้มขวาเสียจนยายร้องโวยวาย ยูชอนได้แต่นั่งหัวเราะกับความเป็นเด็กของน้องที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่เคยจางหายไป ความอบอุ่นของครอบครัวนั้นมากเสียจนไม่มีใครเคยจินตนาการถึงวันที่จะต้องสูญเสียแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ยอมรับมัน จะอย่างไรก็ถือว่าตอนยังมีโอกาสเห็นหน้าค่าตากันทุกวันเราได้แสดงความรักให้เห็นจึงไม่ต้องกังวลว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“ไปอาบน้ำไป เหงื่อโชกทั้งตัวแล้ว”
“ฮะคุณพี่ชาย รักพี่ยูชอนที่สุดเลย” ชานฮีปล่อยยายออกก่อนจะไปหอมแก้มพี่ชายหนึ่งทีแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบนเพื่อที่จะได้อาบน้ำอาบท่าล้างคราบเหงื่อไคล แม้ว่าจะเพิ่งอาบไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแต่ความร้อนของอากาศก็ทำให้เหนียวเหนอะหนะได้พอสมควร
“ยายว่าน้องจะทำได้ไหมครับ” คนถูกถามถอนหายใจน้อยๆก่อนจะหันไปมองหลานชายคนโตแล้วยกยิ้ม
“ถึงทำไม่ได้น้องเราก็ต้องทำจนได้นั่นแหละ คิดว่าน้องเราธรรมดานักหรือไง” ยูชอนได้แต่ยกยิ้มกับคำตอบที่ได้รับ จริงอย่างที่ยายพูด ถึงทำไม่ได้ชานฮีก็ต้องหาทางทำความเข้าใจจนกระจ่างอยู่ดีนั่นแหละ ตอนนี้เขาเริ่มสงสารเจ้านายน้องชายเสียแล้วสิ ไม่รู้ว่าต้องรับบทหนักกับเจ้าหนูจำไมคนนี้มากขนาดไหน แล้วจะมีความสามารถในการอดทนมากพอหรือเปล่า เพราะถ้าความอดทนไม่มากพออาจจะถึงขั้นลงมือบีบคอชานฮีเลยก็ว่าได้
“น้องมันเด็กอยากรู้อยากเห็น เจ้านายน่าจะชอบ”
“ผมกลัวว่าจะโดนไล่ออกตั้งแต่วันแรกน่ะสิ” ทั้งคู่หัวเราะน้อยๆ ได้แต่ภาวนาสินะว่าอย่าให้เจ้าตัวเล็กนี่ถูกไล่ออกตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปทำงานเพราะความอยากรู้อยากเห็นที่เกินควร
* * *
แสงสุริยาสาดส่องยังพื้นโลกเพื่อปลุกให้มนุษย์ลืมตาขึ้นพบกับเช้าวันใหม่ที่มาเยือนพร้อมกับความรู้สึกดีๆเพื่อใช้เป็นพลังในการดำเนินชีวิต เหมือนกับแสงสว่างที่สาดส่องมาเมื่อความมืดมิดลาจากไป แม้ว่าเรื่องราวที่เคยเจอจะโหดร้ายสักเพียงใดแต่จะอย่างไรวันที่สดใสก็ต้องมาถึง ในเมื่อพระอาทิตย์ยังขึ้นทุกวันแล้วมนุษย์จะจมอยู่กับความเศร้าตลอดเวลาได้อย่างไร
เสียงดังโครมครามดังมาจากด้านบนเรียกให้คนที่ยืนทำกับข้าวในครัวต้องขมวดคิ้วเพราะโดยปกติแล้วตอนเช้าจะไม่ค่อยมีเสียงแบบนี้สักเท่าไหร่นัก ส่วนมากจะเป็นตอนเย็นที่ชานฮีกลับมาจากข้างนอกแล้วหมดพลังกายจนต้องโยนข้าวของลงกับพื้นนั่นแหละ
“ลูกชายเธอเป็นอะไรทำไมถึงเสียงดังแต่เช้า”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะแม่ แล้วตกลงว่าชานฮีได้งานไหม?” หันไปถามผู้เป็นแม่ที่เดินเข้ามาหาเธอในครัวเพื่อถามเกี่ยวกับหลานชายคนเล็ก เมื่อวานกว่าเธอจะกลับมาจากทำงานก็มืดค่ำเสียแล้วจึงไม่ได้คุยกับลูกชายเพราะเธอเองก็เหนื่อยเสียจนแทบไม่มีแรง
“ได้แล้ว เป็นผู้ช่วยผู้บริหาร โอดครวญจะเป็นจะตายว่าทำไม่ได้”
“แล้วแม่สอนอะไรหลานชายตัวดีแม่มั่งล่ะคะ หนูไม่ค่อยมีเวลาให้ชานฮีเลย” คนเป็นแม่ยิ้มน้อยกับอาการเป็นห่วงลูกชายที่เพิ่งเรียนจบของเธอ ชานฮีเป็นเด็กที่ไม่เคยขาดความอบอุ่นหนำซ้ำยังเป็นคนติดครอบครัว ลูกสาวของเธอคงกลัวว่าลูกชายจะน้อยใจกระมัง
“ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้ามีเวลาค่อยคุยก็ได้ ส่วนสอนอะไรก็สอนเรื่องเดิมๆนั่นแหละ”
“ทุกคน น้องไปก่อนนะ ไม่อยากสาย แม่ ยาย น้องไปนะฮะ” คนเป็นแม่กับยายยกยิ้มน้อยๆกับอาการร้อนรนของชานฮี เสียงดังโครมครามเมื่อสักครู่นี้คงเป็นของเจ้าตัวสินะ แค่วิ่งลงบันไดมายังดังตึงตังขนาดนี้ ไม่อยากจะนึกเลยจริงๆว่าตอนอยู่ในห้องจะโยนจะขว้างอะไรบ้าง
“ชานฮีเดี๋ยวก่อนลูก” ร่างเล็กหันไปมองแม่ที่เดินมาหาก่อนจะยกมือขึ้นรับก้อนขนมปังกับนมที่ดูเหมือนว่าเขาคงต้องทานเป็นอาหารเช้า รอยยิ้มเล็กๆผุดบนใบหน้าก่อนที่จะโผเข้าหาผู้ให้กำเนิดอย่างเต็มรัก
“รักแม่จังเลย”
“ยังดีกว่าไม่ทานอะไรเลยนะลูกนะ เดี๋ยวตอนเย็นแม่จะทำของชอบไว้ให้ ตั้งใจทำงานนะ” ลูกชายตัวดีผลักตัวเองออกจากอ้อมกอดของมารดาก่อนจะรีบวิ่งออกจากบ้านไปแต่ก็ยังไม่วายส่งเสียงให้คนข้างหลังได้ยิน
“รักแม่กับยายนะฮะ”
* * *
เวลาผ่านไปทั้งสิ้นครึ่งชั่วโมงที่ต้องสูญเสียไปกับการเดินทาง ด้วยความที่ว่าขับรถยนต์ไม่เป็นชานฮีจึงต้องขึ้นรถเมล์ไปทำงานเหมือนกับตอนที่ไปเรียนแต่ก็โชคดีที่ออกมาเร็วทำให้วันนี้มาถึงก่อนเวลาทำงานถึงยี่สิบนาที พอมาถึงก็ได้แต่งงเป็นไก่ตาแตกว่าตัวเองนั้นต้องไปทำงานที่ไหนอะไรยังไงเพราะนอกจากเวลาแล้วชานฮีก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรอีกเลย
คนตัวเล็กจึงตัดสินใจขึ้นไปที่ชั้นยี่สิบสามอีกครั้งเพื่อถามไถ่พี่ผู้หญิงใจดีที่เป็นคนพาเขาขึ้นไปพบผู้บริหารเผื่อว่าเธอจะช่วยอะไรเขาได้บ้างเพราะถ้าจะให้ถามคนอื่นชานฮีก็ไม่แน่ใจนักว่าจะได้คำตอบ ร่างเล็กวิ่งดุ๊กๆเข้าไปในลิฟต์โดยไม่ลืมที่จะเงยหน้ามองว่าเป็นลิฟต์ผู้บริหารหรือไม่เพราะถ้าเข้าผิดแล้วเจอใครเข้าเขาคงไม่โชคดีเหมือนเมื่อวาน เมื่อถึงที่หมายก็จัดการตามหาหญิงสาวที่จำหน้าได้อย่างแม่นยำแต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาไปไหนเจ้าตัวก็เดินผ่านมาพอดีชานฮีจึงเรียกไว้ก่อนจะถามอย่างสุภาพ
คำตอบที่ได้รับคือเธอจะโทรหาเลขาของคุณบยองฮอนให้เพราะเจ้านายคงสั่งอะไรไว้ก่อนที่เธอจะเป็นคนพาเขาขึ้นมายังชั้นสามสิบสองซึ่งเป็นชั้นของผู้บริหาร เธอส่งตัวเขาให้กับเลขานุการที่นั่งทำงานหน้าห้องเจ้านายก่อนจะกลับไปทำงานของตัวเองโดยไม่ลืมที่จะบอกลากัน ชานฮีพยายามมองหาโต๊ะทำงานของตนหากแต่ไม่พบจึงตัดสินใจที่จะถามแต่ก็เหมือนว่าอีกคนจะรู้ทันจึงเอ่ยมาว่าโต๊ะทำงานของเขาอยู่ด้านใน
ชานฮีได้แต่ตาเหลือกเพราะเท่าที่จำได้ด้านในก็ไม่ได้มีห้องแยกแต่อย่างใดและถ้าโต๊ะเขาอยู่ด้านในก็แสดงว่าเขาต้องทำงานห้องเดียวกับผู้บริหารระดับสูงอย่างนั้นเหรอ และเมื่อถามถึงคนที่จะสอนงานเขาหญิงสาวก็ขมวดคิ้วและส่ายหน้าก่อนจะบอกเจ้านายไม่ได้พูดอะไรยิ่งทำให้ชานฮีแทบจะช็อก เพราะไม่คิดว่าเจ้านายจะลงทุนสอนงานเขาด้วยตัวเองจริงๆ
“อีกสักพักคุณบยองฮอนคงจะมา เราเข้าไปรอด้านในก่อนก็ได้” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าห้องไปโดยไม่ลืมที่จะเอ่ยคำขอบคุณ เมื่อบานประตูปิดลงนัยน์ตาคู่สวยก็มองสำรวจห้องทำงานที่แสนจะกว้างขวางนี้ก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย โต๊ะของเขาตั้งอยู่คนละมุมกับโต๊ะของเจ้านายและหันหน้าเข้าหากันงั้นก็แสดงว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นเจ้านายก็จะเห็นสีหน้าของเขาทั้งหมด หลังจากนี้เขาคงต้องเก็บอารมณ์ดีๆเสียแล้วสิ
ขาเรียวเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองก่อนจะวางกระเป๋าลงแล้วนั่งบนเก้าอี้มีพนักสีดำสนิท แผ่นหลังเอนพิงอย่างหมดเรี่ยวแรงเพราะสิ่งที่เจอเช้านี้มันน่ากลัวอย่างไรก็ไม่ทราบ แค่ได้ทำในตำแหน่งผู้ช่วยมันก็น่ากลัวพออยู่แล้วพอรู้ว่าโต๊ะทำงานอยู่ห้องเดียวกับผู้บริหารก็แทบจะหัวใจวาย เด็กจบใหม่แบบเขาจะมีผู้บริหารระดับสูงสอนงานให้ด้วยตัวเอง ไม่รู้จะเรียกว่าบุญหรือกรรม
นัยน์ตาเหลือบไปมองกระเป๋าเป้ก่อนจะยกยิ้มน้อยๆเพราะเมื่อเช้าแม่ให้ขนมปังกับนมมาแล้วในกระเป๋าเขาก็จะมีขวดน้ำอยู่เสมอ เมื่อเช้าไม่ได้เอาอะไรลงท้องเลยสักนิดและตอนนี้ก็แค่แปดโมงห้าสิบก็เท่านั้น เจ้านายของเขานัดตอนเก้าโมงมันก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้านายจะมาตอนเก้าโมงตรงเพราะฉะนั้นเขายังเหลือเวลาอีกสิบนาทีในการจัดการกับขนมปังให้เรียบร้อย
คนตัวเล็กลุกขึ้นยืนก่อนจะเปิดกระเป๋าแล้วหยิบขนมปังกับขวดน้ำออกมาวางบนโต๊ะ มือบางหยิบกล่องนมขึ้นมาเจาะแล้วดูดไปประมาณครึ่งกล่องก่อนจะวางลงแล้วเอื้อมไปคว้าขนมปังขึ้นมาแกะออกจากถุงเพื่อที่จะได้จัดการให้เรียบร้อย ปากเล็กคาบขนมปังไว้พร้อมกับมือที่หยิบขวดน้ำขึ้นมาเปิดฝาเพื่อที่ว่าจะได้ดื่มได้ทันที แต่ยังไม่ทันที่จะได้วางขวดน้ำลงเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นเสียจนสะดุ้ง คนตัวเล็กจึงหันหน้าไปมองทั้งๆที่ขนมปังยังคาปากอยู่แบบนั้น
“คุณบยองฮอน”
T B C
ยูชอนคือใคร? เขามาจากไหน? ความสุขเล็กๆน้อยๆของคนแต่งค่ะ ปล่อยไปเถอะ ฮริ้ง
ก็คิดหนักนะว่าใครควรได้บทนี้ มองไปมองมา เป็นพี่เขาเถอะ ไม่งั้นต้องเปลี่ยนบทใหม่
เห็นระดับความขี้เกียจของตัวเองแล้วคือแบบ...อ่อก คือพี่เขามโนบทละมุนง่ายด้วยแหละ
ส่วนเรื่องสารร่าง ก็ตามปกติของเขานั่นแหละค่ะ ตามประวัติที่ผ่านการบวกมาแล้ว
พี่ยูชอนที่บวกแล้วจะได้ 182 เวลายืนกับพี่ชายชานฮีจะมุมิฮ่ะ 173 ตัวเล็กน่ารัก
ส่วนพระเอกนี่ 180 พอค่ะ ให้ปากอยู่ที่หน้าผากรึไม่ก็สันดั้ง อะไรแบบนี้ /เข้าใจเราใช่ไหม?
ไม่มีอะไรละค่ะ เรื่องนี้นี่ถ้าเป็นไปได้จะมาอาทิตย์ละตอน มันคงเป็นไปได้แหละ น่าจะ...
มีแท็กด้วยเน้อ #คตตทลต /ฉันไม่ได้จำผิดใช่ไหม? บ่นได้ฮ่ะ วันดีคืนดีจะเข้าไปเมาท์มอยด้วย 555+
No comments:
Post a Comment