รถสปอร์ตสีขาวคันงามจอดลงหน้าตัวบ้านที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักรถโดยเฉพาะก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวขาออกมา มือกว้างถอดแว่นกันแดดสีดำสนิทออกก่อนจะเดินไปอีกฟากหนึ่งของรถแล้วเปิดประตูออกเพื่อให้อีกคนที่มัวแต่งงกับวิธีการเปิดได้ลงมาจากรถเสียที
คนตัวเล็กได้แต่หัวเราะแหะๆก่อนจะก้าวขาออกมาจากรถคันหรู ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็หันมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตะลึงกับความใหญ่โตระดับคฤหาสน์แล้วหันมามองหน้าเจ้านายสุดหล่ออย่างนึกสงสัย
บ้านก็ออกจะใหญ่แต่ทำไมมันเงียบขนาดนี้
“อยู่กันกี่คนเหรอครับ”
“นั่นใครหรือคะ” เสียงทักทายดังขึ้นก่อนที่ชานฮีจะเลื่อนสายตาไปยังคนถาม โค้งศีรษะลงอย่างนอบน้อมพร้อมกับรอยยิ้มสดใสประจำตัวจนคนมองนึกแปลกใจน้อยๆ
“ผู้ช่วยผมครับนม ชื่อชานฮี อี ชานฮี” เธอยิ้มรับก่อนจะโค้งศีรษะให้เด็กหนุ่ม ส่วนคนที่เคยแต่อยู่ในสังคมเล็กๆที่ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะด้วยเงินทองก็ได้แต่ตกใจก่อนจะวิ่งไปจับแขนของหล่อนเบาๆ
“คุณป้าทำแบบนี้ผมอายุสั้นตายก่อนวัยอันควรพอดีสิฮะ” เธอมองใบหน้าใสพร้อมกับยกยิ้มน้อยๆแล้วเลื่อนสายตาลงมามองการแต่งกายที่สุดแสนจะธรรมดาของเด็กหนุ่ม เสื้อยืดสีเขียวกับกางเกงขายาวพอดีตัวสีขาวที่ส่งให้เด็กน้อยคนนี้ดูสดใสเสียเหลือเกิน
“ป้าจะไม่ทำอีกก็แล้วกันนะคะ ป้าชื่อป้านาริมเป็นแม่นมของคุณบยองฮอนค่ะ จะเรียกว่านมตามคุณบยองฮอนก็ได้นะคะ”
“ฮะ คุณนมนาริม” ชานฮีรับคำด้วยความยินดีก่อนจะมองไปรอบๆบ้านอีกครั้ง รู้สึกได้ถึงความเงียบเหงาของบ้านแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ในเมื่อคนอยู่ยังเป็นแบบนั้นมันก็ไม่แปลกถ้าบ้านจะเป็นแบบนี้
“เย็นนี้ชานฮีจะทานข้าวกับเรานะครับนม ทำกับข้าวตามใจเขาก็แล้วกัน”
“อะไรครับเจ้านาย ผมยังไม่ได้ตอบตกลงเลยนะแล้วที่มาที่นี่ผมก็ไม่ได้บอกใครด้วย” คนตัวเล็กหันไปโวยวายใส่เจ้านายที่เริ่มจะเผด็จการน้อยๆอย่างนึกฉุน นี่เกิดมาบนกองเงินกองทองจนคิดว่าคนอื่นเขาต้องทำตามความต้องการของตัวเองกันหมดเลยหรือยังไง
“แต่นายก็มานี่”
“เจ้านายนั่นแหละโทรมาเรียก ผมก็อุตส่าห์วิ่งออกมาหาทั้งที่แดดร้อนจะตายแล้วยังมาบังคับกันแบบนี้อีกเหรอครับ วันนี้วันหยุดนะไม่ใช่วันทำงาน” คนตัวสูงยกยิ้มน้อยๆก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในบ้าน ส่วนคนถูกบังคับก็ได้แต่ยืนกระฟัดกระเฟียดกับความเอาแต่ใจของเจ้านายตัวเอง วันนี้มันวันเสาร์ไม่ใช่เหรอ ยังจะมาออกคำสั่งกันอีก
“ใจร้ายที่สุดเลย คุณนมนาริมฮะ เดี๋ยวผมขอไปคุยกับเจ้านายก่อนนะฮะ” เด็กหนุ่มเอ่ยก่อนจะรีบวิ่งตามเจ้านายตัวสูงขึ้นไปด้านบนพร้อมกับร้องเรียกให้หยุดไปแทบจะตลอดทาง หญิงชรายกยิ้มน้อยๆกับการกระทำนั้นพลางคิดไปถึงคุณชายที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ
คุณชายของเธอใช้ชีวิตอย่างเงียบเหงาอยู่ในบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เกิด ไม่เคยที่จะได้พบกับสิ่งใหม่ๆเพราะวันๆก็จมปรักอยู่แต่ในห้องดนตรี เธอไม่รู้ว่าคุณชายของเธอมีความสุขจริงหรือเปล่าเมื่ออยู่ในห้องดนตรีนั้นแต่หลังจากนี้ชีวิตของคุณชายคงมีสีสันมากขึ้นจากเดิม
“เจ้านาย หยุดก่อน” เด็กหนุ่มร้องเรียกเมื่อเห็นว่าบานประตูห้องนั้นถูกปิดลงและเจ้านายของเขาก็เข้าไปอยู่ในห้องนั้นเรียบร้อยแล้ว มือน้อยยกขึ้นเท้าเอวอย่างนึกเคืองก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกความอดทน จะอย่างไรชายหนุ่มก็เป็นเจ้านายที่เขาเพิ่งทำงานด้วยเพียงสองอาทิตย์ ต้องอดทนเอาไว้เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าเงินเดือนเดือนแรกเขาจะเอาไปให้ยายกับแม่ และตอนนี้เขาก็เดินมาครึ่งทางแล้ว จะไปทำให้เจ้านายเคืองไม่ได้ เดี๋ยวโดนไล่ออก
มือน้อยบิดลูกบิดประตูช้าๆก่อนจะแง้มออกแล้วยืนหน้าเข้าไปดูว่าภายในห้องนั้นมีอะไรบ้างและเจ้านายของเขานั้นยืนอยู่ส่วนไหนแต่ก็ต้องตาลุกวาวเมื่อเห็นเครื่องดนตรีมากมายวางเรียงรายอยู่ในห้อง ชานฮีตัวเล็กรีบเปิดประตูเข้าไปก่อนจะมองไปรอบๆอย่างตื่นเต้น ในห้องนี้มีเครื่องดนตรีหลายชิ้นและดูท่าว่าจะราคาแพงทุกชิ้น ให้ตายเถอะ คนเย็นชาแบบเจ้านายเล่นดนตรีด้วยเหรอ
“มีเปียโนด้วย จะรวยไปไหนเนี่ย” เอ่ยเสียงเบาก่อนจะวิ่งดุ๊กๆไปยังเปียโนหลังงาม กำลังจะเอื้อมมือไปแตะแต่ก็ต้องรีบชักกลับทันทีเมื่อเห็นตราประทับว่าเปียโนหลังนี้ยี่ห้ออะไร
“เอาซะไม่กล้าจับเลยแฮะ”
“อยากจับก็จับ ไม่มีใครเขาว่าหรอก” คนตัวเล็กหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งปรับสายเบสอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องก่อนจะเอียงคอน้อยๆพร้อมรอยยิ้ม คนถูกจ้องเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัยก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
“ผมคิดว่ากิจกรรมยามว่างเจ้านายคือการนั่งมองกระดานหุ้นหรือไม่ก็นั่งเล่นหมากรุกอะไรประมาณนั้น”
“อายุฉันแค่ยี่สิบเจ็ด นายจะให้ฉันทำตัวแก่ขนาดนั้นเลยหรือยังไง”
“อ้าว นึกว่าสามสิบกว่าแล้วหน้าเด็กซะอีกแน่ะ” พูดไปอย่างใจคิดก่อนจะหันไปแตะเปียโนเบาๆราวกับกลัวว่ามือของตัวเองจะทำให้เจ้าเครื่องดนตรีหรูนั้นเป็นรอย ส่วนคนโดนข้อหาว่าทำตัวแก่ก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะวางเบสลง นัยน์ตาคมจดจ้องไปยังใบหน้าใสของอีกคนที่ดูเหมือนว่าจะหลงใหลเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นพิเศษ
“อยากเล่นไหมล่ะ”
“อยากสิครับ ตอนเด็กๆผมไปที่โบสถ์เป็นประจำเพื่อขอเขาเล่นเปียโนนี่แหละ” เอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะหันไปมองใบหน้าคมของเจ้านาย ตอนเด็กๆแม่เคยบอกว่าจะซื้อให้แต่ด้วยรู้ดีว่าราคานั้นสูงเสียเหลือเกินจึงบอกไปว่าไม่เอาทั้งที่อยากได้แทบขาดใจ แต่ถ้าจะให้แม่เสียเงินมากเพราะความต้องการของตัวเองมันก็คงจะใช่เรื่อง
“อยากเล่นก็เล่นสิ ฉันอยากฟัง” คนตัวเล็กตาโตขึ้นเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างรวดเร็วด้วยกลัวว่าเจ้านายนั้นจะเปลี่ยนใจเอา ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนคีย์ทีละคีย์เพื่อเป็นการไล่เสียงและเพื่อดูว่าตนนั้นยังพอที่จะจำได้หรือไม่ว่าคีย์ไหนเสียงอะไรก่อนที่จะพรมนิ้วลงอย่างแผ่วเบาจะกระทั่งเป็นท่วงทำนองของเพลงที่ตัวเองชอบ
รอยยิ้มเล็กๆฉาบบนใบหน้าใสตลอดเวลาที่ปลายนิ้วนั้นได้สัมผัสกับเครื่องดนตรีที่ตัวเองชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เปลือกตาบางหลับพริ้มเป็นบางครั้งเพื่อซึมซับความรู้สึกนี้ไว้เพราะไม่แน่ใจนักว่าจะมีโอกาสได้เล่นอีกเมื่อไหร่ เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาได้แตะเปียโนมันก็เกือบปีมาแล้ว
ร่างสูงจดจ้องไปยังมือเรียวที่บรรเลงท่วงทำนองของเพลงอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมายังใบหน้าใสที่ดูมีความสุขเสียเหลือเกิน มีความสุขเสียจนเขานึกสงสัยว่าเพียงแค่การได้เล่นเปียโนนั้นมันสามารถทำให้คนเรายกยิ้มได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ ดูท่าว่าเจ้าหนูของเขาจะหาความสุขได้จากสิ่งรอบๆตัวสินะ แล้วเขาล่ะ ควรจะหาความสุขจากสิ่งใด
เป็นเวลากว่าห้านาทีที่เจ้าหนูน้อยของเขาตกอยู่ในห้วงแห่งดนตรีบรรเลง ปลายนิ้วกดลงบนคีย์บอร์ดเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อให้บทเพลงนั้นจบโดยสมบูรณ์ก่อนจะยกมือขึ้นแตะสองข้างแก้มของตัวเองพลางพึมพำว่าเหมือนความฝัน ร่างสูงได้แต่ยกยิ้มกับอาการนั้นก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วใช้ฝ่ามือโยกศีรษะเล็กไปมาเบาๆ
“ความฝันหรือความจริง”
“ความจริงครับ ขอบคุณเจ้านายมากนะครับ” รอยยิ้มสดใสถูกส่งไปให้คนเป็นเจ้าของเครื่องดนตรีก่อนที่ร่างสูงจะละมือออกศีรษะของเด็กน้อยตรงหน้า ชานฮียังเด็กมากและชานฮีเองก็เป็นเด็กที่สดใส ไม่เหมือนกับเขาเลยสักนิด
“ถ้าอยากเล่นก็มาได้ทุกเมื่อที่นายต้องการ บ้านหลังนี้มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นแหละ”
“โห บ้านตั้งใหญ่โตมีแค่เจ้านายคนเดียวไม่เหงาตายเหรอครับ” นัยน์ตาใสจดจ้องไปยังดวงตาคมที่ฉายแววนิ่งงันก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่อีกคนนั้นถ่ายทอดออกมา ราวกับว่าอีกฝ่ายนั้นรู้ตัวว่าเขากำลังจะล่วงรู้ถึงบางสิ่งร่างสูงจึงหันตัวเดินกลับไปนั่งที่โซฟามุมห้องดังเดิม
“ถ้าเป็นผมนะ ผมจะลงไปป่วนในครัวให้เละทุกวันเลยล่ะ เจ้านายไม่ได้อยู่คนเดียวสักหน่อย คุณนมนาริมก็อยู่นะ”
“นั่นสินะ นมนาริมก็อยู่” ร่างสูงพูดเสียงเบาก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย “อย่าลืมบอกนมนาริมล่ะว่าเย็นนี้อยากกินอะไร”
“ฮะ เดี๋ยวผมลงไปหาคุณนมนาริมดีกว่า เจ้านายจะลงไปด้วยกันไหมครับ” ร่างสูงไม่ตอบอะไรเพียงแค่ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปก็เท่านั้น คนตัวเล็กได้แต่นั่งเกาหัวก่อนจะรีบกระโดดพรวดตามเจ้านายไปเพราะถ้าให้เขาลงไปข้างล่างตามหานมนาริมคนเดียวในบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้คงได้หลงกันพอดี
คนตัวเล็กวิ่งดุ๊กๆตามเจ้านายที่เห็นหลังไวๆว่าเดินเลี้ยวไปทางซ้ายทั้งที่อยากจะร้องเรียกให้หยุดรอแต่ก็เกรงใจเพราะว่าบ้านนั้นเงียบเสียเหลือเกิน จากขาขึ้นที่เขาเรียกเจ้านายให้หยุดรอก็มีแต่เสียงตัวเองที่เป็นเอคโค่กลับมาจนนึกหลอนเล็กๆ ด้วยช่วงขาที่สั้นกว่านั้นทำให้ชานฮีถึงกับต้องวิ่งตามคนตัวสูงที่เดินด้วยท่าทางสบายๆเสียจนแทบจะเหนื่อยหอบ บ้านก็หลังใหญ่เสียเหลือเกิน ขาก็มีอยู่แค่นี้ อย่าให้ชานฮีเกิดมาสูงบ้างก็แล้วกัน
ชานฮีวิ่งตามเจ้านายตัวสูงจนกระทั่งมาถึงห้องครัวก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองคนที่เอาแต่ยืนนิ่งอย่างนึกเคืองน้อยๆที่ไม่คิดจะรอกันเลยสักนิด แม่บ้านสามสี่คนที่ยืนทำงานอยู่ในครัวมองคนตัวเล็กที่วิ่งตามคุณชายมาอย่างแปลกใจจนคนถูกมองรู้สึกเกร็งอย่างประหลาด ร่างน้อยโค้งศีรษะลงพร้อมกับเอ่ยคำทักทายจนเหล่าแม่บ้านโค้งรับแทบไม่ทัน คนเป็นคุณชายก็ได้แต่นึกหัวเราะน้อยๆกับอาการของหญิงสาวทั้งหลายที่ดูเหมือนว่าจะงงกันจนเป็นไก่ตาแตก
“ชื่อชานฮีน่ะ เป็นผู้ช่วยส่วนตัวฉันเอง” คนตัวเล็กแจกรอยยิ้มประจำตัวให้กับทุกคนก่อนจะเหลือบตาไปมองคนข้างๆอย่างแปลกใจ ผู้ช่วยส่วนตัวอย่างนั้นเหรอ?
“เย็นนี้อยากกินอะไรก็บอก วันนี้ฉันตามใจนาย” ชานฮีขมวดคิ้วน้อยๆก่อนจะหันไปมองเหล่าแม่บ้านพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ ตกลงว่าวันนี้เขาต้องทานข้าวเย็นที่นี่จริงๆสินะ
“คุณชานฮีสั่งได้เลยนะคะ พวกเรากำลังดูของกันอยู่น่ะค่ะ อีกสักพักก็จะออกไปซื้อของที่ตลาดกัน” คนตัวเล็กยกยิ้มมุมปากก่อนจะเหลือบตาขึ้นไปมองชายหนุ่มข้างๆอย่างเจ้าเล่ห์ ส่วนคนถูกมองเมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่เปลี่ยนไปก็เลิกคิ้วเป็นเชิงถามอย่างสงสัย
“วันนี้เจ้านายตามใจผมจริงๆนะครับ”
“ตอบแทนที่นายมานั่งทานข้าวเย็นกับฉัน”
“งั้นเราไปจ่ายตลาดกันนะครับ” เหล่าแม่บ้านแทบจะยกมือขึ้นปิดปากกับสิ่งที่ได้ยิน ทุกคนต่างมองไปที่คุณชายที่ยังคงทำหน้านิ่งอย่างนึกกลัวในใจ คุณชายไม่ชอบความวุ่นวายสักเท่าไหร่นัก ส่วนคุณชานฮีก็ดูเหมือนว่าจะไม่รู้ข้อนั้นแต่พวกเธอก็ไม่อยากให้คุณชานฮีถูกปฏิเสธสักเท่าไหร่ เจ้าตัวคงจะเสียใจน่าดูเพราะยังเด็กเสียเหลือเกิน
“ไปสิ อยากไปก็ไป” ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะหันกลับไปทำงานของตัวเองต่อแม้จะแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่คุณชายยอมง่ายๆแบบนั้น
“แต่ผมไม่เข้าห้างนะครับ ไม่ชอบอ่ะ ของแพงจะตาย” บยองฮอนได้แต่ขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน ก็ถ้าเจ้าหนูไม่คิดจะเดินห้างแล้วจะให้เขาพาไปซื้อของที่ไหนกัน
“ไปตลาดสดแถวบ้านดีกว่า ของถูกแถมยังสดด้วย สี่โมงเย็นแล้วไปกันเลยนะครับ” ว่าแล้วเจ้าตัวเล็กก็ใช้มือดันหลังเจ้านายให้เดินออกจากห้องครัวเพื่อที่ว่าจะได้ไปซื้อของที่ตลาดกัน
“เจ้านายครับ ผมไม่ได้หยิบกระเป๋าตังค์มานะ เจ้านายต้องหาเงินนะ แล้วก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย ขืนไปชุดคุณชายแบบนี้โดนหมั่นไส้ทั้งตลาดแน่ๆเลย” เสียงเจื้อยแจ้วของคนตัวเล็กค่อยๆเบาลงเมื่อทั้งคู่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ เหล่าแม่บ้านยกยิ้มน้อยๆกับความร่าเริงแบบเด็กๆที่ไม่ได้มีการปรุงแต่งแต่อย่างใด คุณชานฮีน่ารักเสียจนพวกเธอนึกชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น นี่คงเป็นสาเหตุที่คุณชายของพวกเธอพามาทานข้าวด้วยทั้งที่ไม่เคยพาคนอื่นเข้ามาเลยสินะ
“ขนาดคุณอาราคุณชายเธอยังไม่ตามใจแบบนี้เลย”
“คุณหนูเธอเป็นลูกท่านหลานเธอเหมือนกัน การใช้ชีวิตคงไม่ต่างจากคุณชายนักหรอก”
“แต่คุณหนูเธอก็น่ารักนะ”
“แล้วคุณชายเธอรักไหมล่ะ” แม่บ้านทั้งสี่ต่างออกความคิดเห็นก่อนจะพากันถอนหายใจทิ้งถอนหายใจขว้างราวกับลมหายใจนั้นไร้ค่าเสียเหลือเกิน จะว่าไปก็นึกสงสารคุณอาราอย่างไรก็ไม่ทราบ เธอพยายามทำให้คุณชายมีความสุขแต่ก็ทำได้ไม่ดีเท่ากับคุณชานฮีทั้งที่เธอเองก็มีสถานะเป็นคนรักของคุณชาย
หลายครั้งหลายคราที่คุณอารามาที่นี่แต่กิจกรรมส่วนมากก็เป็นเพียงการนั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนรัก ถึงแม้ว่าคุณหนูจะลงครัวมาช่วยพวกเธอทำอาหารเย็นแนวฝรั่งที่เธอคุ้นเคยแต่คุณชายก็ไม่เคยก้าวลงมาในครัวด้วยเลยสักครั้ง คุณอาราของพวกเธอเป็นคนน่ารัก ไม่ได้มีข้อเสียแต่อย่างใดทั้งชาติกำเนิดและรูปร่างหน้าตาหรือแม้กระทั่งลักษณะนิสัย พวกเธอชอบคุณหนูแต่ตอนนี้ดูเหมือนกับว่าคุณชานฮีจะทำคะแนนได้ดีกว่าเสียแล้วสิ
“ฉันสงสารคุณอาราเธอ เหมือนกับเธอยังไม่รู้ว่าคุณชายของเราไม่ได้มีใจให้”
“แต่คุณชายก็น่าสงสารนะ คุณชายไม่อยากทำร้ายความรู้สึกคุณหนูเลยไม่ปฏิเสธ”
“ฉันควรจะสงสารใครดีล่ะทีนี้”
“สงสารพวกเธอที่อาจจะต้องหางานใหม่เพราะอยู่ที่นี่แล้วสู่รู้เรื่องของเจ้านายมากเกินไป” เหล่าแม่บ้านสะดุ้งน้อยๆก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป นมนาริมได้แต่ส่ายศีรษะน้อยๆอย่างนึกระอา แม้ว่าการพูดถึงเจ้านายแบบนี้มันเป็นเรื่องไม่สมควรแต่ทุกสิ่งที่เหล่าแม่บ้านพูดกันมันก็เป็นความจริงทั้งสิ้น
เธอเองก็ไม่รู้ว่าเธอควรจะสงสารใครมากกว่ากัน
* * *
รถเก๋งสีดำจอดลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างตลาดตามคำบอกของเด็กน้อยในพื้นที่ก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวขาลงมาจากรถ ชานฮีหันไปมองเจ้านายหน้านิ่งก่อนจะยกยิ้มให้น้อยๆ ตอนแรกที่เจ้านายทำท่าจะขึ้นรถสปอร์ตเขาก็ได้เอ่ยห้ามโดยให้เหตุผลว่าเอารถสปอร์ตคันละหลายล้านมาจอดในพื้นที่ชุมชนคงไม่ดีสักเท่าไหร่นัก นอกจากจะโดนหมั่นไส้แล้วเผลอๆอาจจะโดนจิ๊กโก๋มือดีเอาอะไรกรีดจนเป็นทางยาวก็ได้
“เดินไปนิดเดียวก็ถึงตลาดแล้วครับ ที่จอดรถในตลาดไม่มีอะไรบังขืนจอดไปร้อนตายพอดีเลย”
“ไปสิ ฉันอยากดูแล้วว่าตลาดของนายมันมีอะไรน่าสนใจบ้าง” คนตัวเล็กยกยิ้มน้อยๆมองเจ้านายที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์สีเข้มพอดีตัวก่อนจะเดินตรงไปยังถนนใหญ่เพื่อที่จะได้ข้ามฟากไปยังตลาดสดที่ตนนั้นเดินมาตั้งแต่เด็กๆจนกระทั่งรู้จักกับพ่อค้าแม่ขายแทบจะทุกคน
คนตัวเล็กพาเจ้านายเดินตรงไปยังแผงผักสดเพื่อที่จะได้เลือกว่าจำเป็นต้องซื้ออะไรบ้างแต่ดูท่าแล้วน่าจะซื้อเยอะพอสมควรเพราะเมื่อตอนเข้าไปในห้องครัวเขาเห็นวัตถุดิบที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็เท่านั้น
“คนในบ้านเจ้านายมีกี่คนเหรอครับ”
“ไม่รู้สิ เกือบสิบมั้ง ถามทำไม”
“อ้าว เราจะซื้อของไปให้เขาทำก็ต้องคำนวณจำนวนคนสิครับ จะกินกันแค่สองคนหรือยังไงเล่า” มือบางเอื้อมไปหยิบคะน้าขึ้นมาสี่กำก่อนจะส่งให้แม่ค้าพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ นัยน์ตาใสมองไปทั่วๆแผงผักหยิบนู่นหยิบนู่นหยิบนี่ไปเรื่อยจนกระทั่งเมื่อได้ครบทุกอย่างที่ต้องการก็หันไปแบมือขอเงินจากเจ้านาย
คนตัวสูงหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาก่อนจะส่งเงินที่เพิ่งกดมาจากตู้เอทีเอ็มให้กับเจ้าหนูแล้วหันไปมองรอบๆตลาด นัยน์ตาคมมองไปเรื่อยๆเพราะตนนั้นไม่เคยได้อยู่ในสถานที่แบบนี้ก่อนจะหันมามองเจ้าหนูที่ทำหน้างงราวกับเขายื่นเงินปลอมไปให้อย่างไรอย่างนั้น
“เอามาทำไมตั้งเยอะ ไม่ได้พามาซื้อผักเลี่ยมทองสักหน่อย”
“อย่าบ่นมาก เก็บไว้นั่นแหละ อยากซื้ออะไรก็ซื้อ” คนตัวเล็กพองลมในแก้มน้อยๆก่อนจะยืนธนบัตรไปให้แม่ค้า
“ใครเหรอชานฮี”
“เจ้านายฮะ” คนตัวเล็กตอบก่อนจะรับเงินทอนมา มือเรียวหิ้วถุงผักขึ้นก่อนจะเดินตรงไปยังร้านขายเนื้อสัตว์ที่อยู่ไม่ไกลนัก ส่วนร่างสูงก็ได้แต่เดินตามก่อนจะส่ายหัวน้อยๆ ตัวก็เล็กแค่นั้นถือถุงผักมากมายเข้าไปได้ยังไง
“เอามานี่ ฉันถือให้”
“ไม่เป็นไรครับ ผมถือเอง”
“อย่าเรื่องมาก ส่งมา” คนตัวเล็กส่งถุงผักทั้งหมดให้กับเจ้านายก่อนจะเดินเข้าไปที่แผงหมูพร้อมกับรอยยิ้ม บยองฮอนก็ได้แต่มองตามอย่างข้องใจเล็กๆ นี่จะยิ้มทั้งวันเลยหรือยังไง อากาศร้อนขนาดนี้ยังจะยิ้มออกอีก
คนตัวเล็กพูดคนกับพ่อค้าขายหมูที่เรียกว่าลุงคังอย่างออกรสออกชาติก่อนจะชี้นิ้วไปยังเนื้อหมูที่ตนต้องการ พ่อค้าเองก็หยิบขึ้นมาชั่งกิโลให้พร้อมกับบอกราคาก่อนจะหยิบใส่ถุงให้ บยองฮอนมองอยู่อย่างเงียบก่อนจะเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อได้ยินคำถามที่ดังออกมาจากปากของพ่อค้า
“เดี๋ยวนี้มีเสี่ยเลี้ยงแล้วหรือชานฮี”
T B C.
ค่ะ ไม่ต้องพูดอะไรค่ะ หุหุ งานเพื่ออนาคตและงานเพื่อเงินมันมาแรง
จะหยิ่งแล้วบอกว่าฉันเอาอนาคตอย่างเดียวก็กระไร เดี๋ยวข้าวสารไม่มีกรอกหม้อเอา
No comments:
Post a Comment