ร่างสูงของผู้บริหารในชุดเสื้อยืดสีแดงยืนจ้องมองไปยังเด็กน้อยในชุดสีดำแขนยาวลายขวางที่ปั่นจักรยานวนไปมาอย่างนึกสนุก นัยน์ตาคมหันไปมองรอบๆที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเงาแม้ว่าเวลานี้จะยังคงมีแดดอยู่ก็ตาม ตอนแรกที่เจ้าหนูบอกให้จอดที่สวนสาธารณะแห่งนี้เขาก็นึกแปลกใจน้อยๆว่าจะมาทำอะไร พอถามคำตอบที่ได้ก็คือพามาเที่ยว ยอมรับว่าในตอนแรกเขาคิดว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะพาเขาไปเที่ยวเดินห้างซื้อนู่นซื้อนี่เหมือนอย่างที่อาราเคยทำแล้วเขาก็มักจะปฏิเสธอยู่เสมอ นึกไม่ถึงว่าวิธีเที่ยวของเจ้าตัวจะพิสดารถึงเพียงนี้
“เจ้านายไม่ปั่นล่ะครับ” ร่างสูงหันไปมองจักรยานสีชมพูอย่างนึกปลงตกก่อนจะหันไปมองคนตัวเล็กที่ปั่นมาจอดเทียบตรงหน้า รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าเล็กทำเอาคนเป็นเจ้านายต้องใจอ่อนยอมก้าวขาขึ้นนั่งบนจักรยานสีชมพูที่ผู้ช่วยบอกว่าจะได้เข้าชุดกับเสื้อสีแดง
“ไปครับเจ้านาย เดี๋ยวผมนำ” ว่าแล้วเจ้าตัวเล็กก็รีบปั่นจักยานสีเขียวของตัวเองออกไปทันที ร่างสูงได้แต่ยกยิ้มน้อยๆกับการกระทำราวกับเด็กๆนั้น จะว่าไปเจ้าหนูนี่ก็เด็กจริงๆนั่นแหละ อายุห่างจากเขาตั้งห้าปี แต่จำได้ว่าเมื่อห้าปีที่แล้วเขาก็ไม่ได้ทำตัวเด็กแบบนี้
ร่างสูงปั่นจักรยานตามผู้ช่วยตัวเล็กจนกระทั่งสามารถเทียบข้างๆได้ ชานฮีหันมาส่งยิ้มให้ก่อนจะหันกลับไปมองทาง คนเป็นเจ้านายได้แต่ยกยิ้มน้อยๆ เจ้าตัวจะรู้บ้างไหมว่ารอยยิ้มนั้นมันทำให้เขามองโลกเปลี่ยนไปจากเดิมมากมายเหลือเกิน
“วันนี้เจ้านายไปกินข้าวบ้านผมนะครับ ผมจะให้ยายเจอเจ้านายผู้มีพระคุณเสียหน่อย”
“ตกลงว่าฉันหรือนายที่เป็นเจ้านาย” ร่างสูงเอ่ยถาม แม้ว่าเมื่อคืนหลังจากที่ส่งเอกสารส่วนตัวให้กับคนตัวเล็กแล้วก็ดันมีข้อตกลงแปลกๆขึ้นคือในวันหยุดเขาต้องตามใจชานฮี ส่วนในวันทำงานชานฮีจะเป็นฝ่ายตามใจเขา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้านายอย่างเขาก็ได้แต่นึกสงสัย ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาเขาก็ให้ชานฮีเป็นฝ่ายเลือกตลอดไม่ใช่หรือยังไง นี่กะจะให้เขาตามใจไปถึงไหนกัน
“วันนี้วันหยุดนะ ตามใจผู้ช่วยหน่อยสิครับ ผมอุตส่าห์พามาสู่โลกภายนอกนะ”
“แล้วเจ้านายคนนี้เคยขัดผู้ช่วยไหมล่ะครับ ยังจะมาบ่นอีกนะ” ร่างสูงพูดเหน็บแนมพลางส่ายหัวน้อยๆก่อนจะเสใบหน้าไปทางอื่น ชานฮีจึงปั่นจักรยานมาอยู่ด้านหน้าของเจ้านายแล้วจดจ้องใบหน้าคมนั้นพร้อมรอยยิ้มที่ดูสดชื่นเสียเต็มประดา
“ฮ่าๆ เจ้านายหน้าเหวี่ยง” ปลายนิ้วเล็กชี้ไปยังใบหน้าคม ส่วนอีกมือก็กุมท้องพร้อมกับหัวเราะจนตัวงอ ร่างสูงที่อยู่กับความเงียบงันมาทั้งชีวิตจ้องมองอย่างไม่สบอารมณ์ เจ้าหนูนี่มัน...
“ยิ้มหน่อยสิครับ วันนี้อุตส่าห์พาออกมาปั่นจักรยานเล่นนะ แถมเย็นนี้ยังจะพาไปกินบาร์บีคิวฝีมือแม่กับยายอีก ยิ้มหน่อยนะครับ นะ” มือเล็กเอื้อมมาดึงแก้มของผู้เป็นเจ้านายให้ริมฝีปากหนานั้นอยู่ในท่ายกยิ้ม คนหน้าตึงจึงหัวเราะน้อยๆกับท่าทางแบบนั้น เมื่อเห็นว่าเจ้านายยิ้มก็ปล่อยมือออกแล้วหมุนจักรยานกลับไปทางเดิม
“ยิ้มแล้วหล่อก็ยิ้มบ่อยๆ คนรอบข้างจะได้ไม่กลัวนะครับ”
“ฉันก็ไม่เห็นว่านายจะกลัวฉันเลยนี่” ทั้งคู่ปั่นจักรยานไปตามถนนอย่างช้าๆเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ชานฮีบอกตั้งแต่อยู่ในรถว่าสดชื่นกว่านั่งอยู่ในห้องแอร์เป็นไหนๆ นัยน์ตาคมมองไปยังสระน้ำกว้างที่มีเรือปั่นรูปเป็ดสีเหลืองแล้วหันมามองเจ้าหนูฟิคเกียร์ที่วันนี้อยู่บนจักรยานแม่บ้านมีตะกร้าหวายอยู่ด้านหน้า
เหมือนดีเหมือนกันนะ
ใบหน้าคมหันกลับไปมองเรือเป็ดสีเหลืองอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้กลับมีรอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปาก ถ้าเขาอยากจะเอาไอ้ตัวเล็กนี่เข้าไปอยู่ในเป็ดสีเหลืองที่จอดเทียบท่าน้ำนั่นล่ะ เจ้าตัวจะยอมไหม แล้วถ้าเจ้าตัวไม่ยอมเขาจะต้องใช้วิธีไหนหลอกล่อกัน หรือจะต้องเอาขนมหวานมายั่ว ?
“เจ้านายปั่นไม่มองทางเดี๋ยวก็ลงคลองหรอกครับ” ร่างสูงไม่หันกลับไปมองคนออกปากเตือนแต่อย่างใด แถมยังปั่นจักรยานไปยังท่าน้ำที่ทำจากไม้กระดานนั่นอย่างรวดเร็วจนคนเป็นผู้ช่วยต้องรีบปั่นตาม เมื่อถึงจุดหมายคนตัวสูงก็จัดการจอดจักรยานแล้วเดินไปยังเรือเป็ดสีเหลืองนั่น
“เจ้านายจะไปไหนครับ” ลำแขนแกร่งที่ถูกคว้าไว้เรียกให้ต้องหันกลับไปมองโดยทันที คนที่รู้ตัวว่าถึงเนื้อถึงตัวมากเกินไปก็รีบปล่อยมือออกแล้วยกขึ้นมาเกาหัวแกเก้อ
“ไปปั่นเรือเป็ด”
“ห๊า” คนฟังตาแทบเหลือกกับคำตอบ หากแต่คนพูดกลับยืนหัวเราะราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลกเสียเหลือเกิน
“เห็นเป็ดมันหน้าเหมือนนายดี เลยจะให้นายลงไปปั่น”
“เหมือนตรงไหนเล่า ผมไม่ได้หน้าเหมือนเป็ดนะ” มือน้อยทั้งสองข้างยกขึ้นมาแตะแก้มของตัวเองพลางทำใบหน้าบูดบึ้ง นี่มันอะไรล่ะกันล่ะเนี่ย มีคนว่าเขาหน้าเหมือนเป็ดอีกแล้วเหรอ
“ทำไมจะไม่เหมือน ดูทำหน้าเขา ฉันเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่านายนี่เกิดมาจากท้องแม่หรือไข่เป็ดกันแน่”
“ไม่เห็นเหมือนเลย เจ้านายสิหน้าเหมือนไก่” สงครามย่อยๆเริ่มปะทุขึ้นหลังจากที่คนเป็นผู้ช่วยออกอาการไม่พอใจที่ถูกกล่าวหาว่าหน้าเหมือนเป็ด ร่างสูงส่ายหัวน้อยๆก่อนจะก้าวขาลงไปในเรือรูปเป็ดสีเหลืองก่อนจะเอื้อมมือไปรอรับมือบอบบางของคนที่ยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่
“จะลงหรือไม่ลง ถ้าไม่ลงมาดีๆฉันขึ้นไปลากนายแน่ แล้วถ้าตกน้ำไปมาโทษฉันไม่ได้นะ” สุดท้ายคำขู่นั้นก็ได้ผล ร่างเล็กขยับตัวเข้าใกล้ขอบสระ มือน้อยเอื้อมไปจับฝ่ามือแกร่งทำท่าจะก้าวขาลงไปหากแต่เสียงเรียกที่ดังมาแต่ไกลนั้นทำให้ทั้งสองต้องหันไปมองว่าใครกันที่มาเรียกเขากลางสวนสาธารณะแบบนี้
“พี่บยองฮอน มาทำอะไรแถวนี้เหรอคะ” ชานฮีปล่อยมือออกจากเจ้านายก่อนจะถอยห่างออกจากขอบสระ นัยน์ตาใสจ้องมองไปยังหญิงสาวที่เพิ่งมาใหม่ก่อนจะหันไปมองเจ้านายที่ก้าวขาขึ้นมาจากเรือเป็ดน้อยสีเหลืองอย่างระมัดระวัง
“ตอนแรกฉันเห็นรถพี่เลยลงมาดู ไม่คิดว่าพี่จะอยู่ที่นี่จริงๆ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มก่อนจะหันไปมองอีกคนที่ยืนยิ้มแห้งๆ เธอหรี่ตาพินิจพิเคราะห์คนที่ตัวเล็กเกินมาตรฐานชายผู้ชาย ถึงแม้ว่าจะสูงกว่าเธออยู่บ้างแต่ในยามที่เธอใส่ส้นสูงก็คงไม่พ้นตัวเล็กกว่าเธออยู่ดี
“ใครเหรอคะ”
“ผู้ช่วยส่วนตัวพี่นะ ชื่อชานฮี” ชานฮีโค้งศีรษะให้หญิงสาวอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้ม เธอก้มหน้ารับพลางเอียงคอมองอย่างนึกสงสัย
“พี่มีพี่โบคยองเป็นเลขาอยู่แล้วนี่คะ ทำไมต้องมีผู้ช่วยอีกล่ะ” ร่างสูงนิ่งเงียบพยายามคิดหาคำตอบที่เหมาะสมหากแต่หาไม่พบ จะให้เขาบอกความจริงไปอย่างนั้นหรือว่าเขาเห็นชานฮีเป็นเด็กที่น่าสนใจก็เลยอยากจะอยู่ใกล้ อยากจะทำความรู้จัก
“ลืมไปเลย พี่ชื่ออารานะคะ เป็นแฟนพี่บยองฮอนค่ะ” เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนเอื้อมมือไปแตะผิวแก้มใสเบาๆหากแต่ผู้เป็นเจ้าของนั้นสะดุ้งน้อยๆเพราะไม่คิดว่าเธอจะกล้าถึงเนื้อถึงตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน
“น่ารักจังค่ะพี่บยองฮอน ถ้ายืนนิ่งๆฉันนึกว่าตุ๊กตาเด็กผู้หญิงแต่งห้าวนะคะเนี่ย” อาราหันไปเอ่ยกับคนรักก่อนจะปล่อยมือออกจากคนตัวเล็ก
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ ถ้าวันไหนพี่ว่างฉันว่าจะชวนพี่ไปเดินซื้อของเสียหน่อย”
“ครับ ถ้าพี่ว่างแล้วพี่จะบอกเรานะ” หญิงสาวยิ้มน้อยๆให้กับคนรักก่อนจะหันมาหยิกแก้มใสของคนเป็นผู้ช่วยเบาๆแล้วเดินจากไป ชานฮีมองตามหญิงสาวร่างสูงบางที่อยู่ในชุดกระโปรงสีดำก่อนจะหันมามองคนเป็นเจ้านายอย่างนึกสงสัย คนอะไร เจอแฟนทั้งที่ไม่เห็นจะทำท่าดีใจเลยสักนิด
“มองอะไรล่ะ อยากลงไปว่ายน้ำแบบลูกเป็ดหรือไง”
“อะไรเล่า ไม่ต้องมาว่าผมเลยนะ” ร่างสูงอมยิ้มน้อยๆก่อนจะก้าวลงไปยังเรือเป็ดอีกครั้ง มือน้อยเอื้อมไปจับมือแกร่งไว้ ก้าวขาตามลงไปอย่างหวาดระแวงแต่เป็นเพราะอีกฝ่ายที่คอยประคองทำให้สามารถลงมาอยู่ในเรือได้อย่างปลอดภัย
“เป็นไก่ตกน้ำไปแย่แน่ๆ เป็ดยังพอว่ายได้บ้างนะ” ร่างสูงที่ถีบเรือหันไปมองคนตัวเล็กที่ทำหน้าตาราวกับโกรธเคืองอย่างนึกขำ เจ้าตัวไม่รู้เหรอว่ายิ่งทำหน้าแบบนี้มันยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่
“จะเบะปากทำไมเล่า ยิ้มเยอะๆสิ จะได้ไม่เหมือนลูกเป็ด”
“ลูกเป็ดขี้เหร่ใช่ไหมล่ะ ใช่สิ ผมไม่ได้หล่อเหลาสูงยาวเข่าดีแบบเจ้านายนี่” แขนเล็กยกขึ้นกอดออกแน่นพลางสะบัดหน้าไปทางอื่น คนมองได้แต่ขมวดคิ้วน้อยๆ จะว่าไปเจ้าหนูนี่ก็ลูกเป็ดขี้เหร่จริงๆนั่นแหละ หน้าตาก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนักแถมยังมีนิสัยเด็กเอาแต่ใจอีกด้วย
“ใครบอกนายกัน”
“ไม่ต้องบอกก็รู้ครับ ตอนเด็กๆเวลาเดินกับพี่ยูชอนมีแต่คนมองพี่เขา แหงล่ะ หล่อจะตาย ยิ้มสวยตาสวย อะไรก็ดีไปหมดอ่ะ”
“นายเคยได้ยินนิทานลูกเป็ดตัวสุดท้ายไหม” คนถูกถามหันมามองเสี้ยวใบหน้าคมอย่างสงสัย
“ลูกเป็ดที่อยู่เป็นตัวสุดท้ายในเล้าอาจจะไม่ใช่เพราะขี้เหร่จนคนไม่อยากซื้อ แต่บางทีลูกเป็ดตัวนั้นอาจจะมีค่ามากเกินกว่าที่คนจะซื้อไหว เหมือนกับนาย” มือกว้างแตะลงบนศีรษะเล็ก จ้องมองด้วยแววตาต่างออกไปในยามปกติ
“นายยังเป็นเด็ก เด็กน้อยที่แสนจะสดใสและบริสุทธิ์” นัยน์ตาใสจดจ้องไปยังนัยน์ตาคู่คมด้วยหวังจะค้นหาคำตอบที่เฝ้าหวัง หากแต่สิ่งที่พบมีเพียงแค่ความอ่อนโยนเพียงเท่านั้นที่สื่อออกมาให้ได้รับรู้
ราวกับทุกสิ่งนิ่งงัน ความเงียบโรยตัวลงทั่วบริเวณ โสตประสาทไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงของสิ่งรอบตัว มีเพียงเสียงของหัวใจที่เต้นแรงเสียจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ยิ่งใบหน้าคมเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่าไหร่เหงื่อกาฬก็ยิ่งแตกพล่าน ไม่ใช่เพราะกลัว แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ราวกับหัวใจหยุดเต้น ลมหายใจอุ่นรมผิวแก้มก่อนที่ริมฝีปากหนาจะจรดลงบนหน้าผากเล็กอย่างอ่อนโยน รู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจของอีกฝ่ายหากแต่กลับเป็นในจังหวะปกติราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่สามารถทำกับใครก็ได้
รวมถึงเขา...ที่เป็นเพียงผู้ช่วยก็เท่านั้น
“นายมันไร้เดียงสาเกินไป เจ้าหนูชานฮีของฉัน”
* * *
เสียงไฟที่ไหม้ถ่านเรียกให้ยูชอนที่มัวแต่นึกถึงเรื่องของน้องชายต้องรีบดึงสติกลับมาโดยเร็วเพราะว่าบาร์บีคิวที่วางบนเตานั้นใกล้จะไหม้เต็มทน มือเรียวคว้าที่คีบอลูมิเนียมขึ้นมาหยิบบาร์บีคิวพลิกไปมาเพื่อให้สุกถึงกัน นัยน์ตาคมหันไปมองน้าสาวและยายที่ช่วยกันเสียบบาร์บีคิวพลางถอนหายใจ ถ้าเรื่องที่เขาคิดเป็นเรื่องจริงเขาคงจะต้องคุยกับน้องชายก่อน และถ้าหาทางแก้ไขไม่ได้จริงๆค่อยปรึกษากับผู้ใหญ่ว่าควรทำอย่างไรต่อไป
ชานฮีไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าสิ่งที่แสดงออกไปนั้นมันมากเกินกว่าคำว่าเจ้านายและผู้ช่วย น้องชายเขาเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี มันก็ไม่แปลกที่ใครๆก็อยากอยู่ใกล้ เพราะฉะนั้นมันก็คงจะไม่แปลกอะไรถ้าคนเป็นเจ้านายจะมองเห็นเหมือนกับคนอื่น ยูชอนเริ่มกลัวว่าอะไรๆมันอาจจะเกินมากไปกว่านี้ กลัวว่าชานฮีจะไม่รู้ถึงความรู้สึกของตัวเองเพราะน้องเขายังเด็กเกินไป แม้จะผ่านความรักมาบ้างในสมัยเรียนแต่มันก็ไม่เหมือนในตอนนี้ ความรักเมื่อครั้งยังเด็กมันไม่มีองค์ประกอบมากนักหรอก แล้วมันก็แตกต่างจากความรักของผู้ใหญ่โดยสิ้นเชิง
เมื่อตอนที่ชานฮีพาเจ้านายเข้ามาในบ้านเขาเห็นสายตาที่จดจ้องมายังน้องชายของเขาแล้วแทบจะยกมือขึ้นกุมขมับ มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ไม่เหมือนกับแววตาของคนเป็นพี่ที่มองน้อง แม้มันอาจจะยังไม่เหมือนแววตาของคนรักกันแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้านายของชานฮีเริ่มที่จะตกหลุมความน่ารักนั่นเสียแล้ว
ส่วนชานฮีเองเวลามีอะไรก็วิ่งดุ๊กๆไปหาเจ้านายก่อนคนแรก ไม่ว่าจะเป็นบาร์บีคิวสุกหรือบาร์บีคิวไหม้ แถมยังลากกันมาปิ้งหน้าเตาจนเขาทนไม่ไหวต้องไล่ให้ไปนั่งกับอาม่าและหม่าม๊า ส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็ดูเหมือนว่าจะยังจับสังเกตไม่ได้ บอกให้น้องพาเจ้านายเข้าไปนั่งรอข้างใน เขาก็ได้แต่ตาเหลือก นี่ขนาดมีคนในครอบครัวนั่งอยู่ถึงสามคนเจ้านายยังมองผู้ช่วยราวกับอยากจะกลืน ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆว่าเวลาอยู่ด้วยกันแค่สองคนนัยน์ตาคมคู่นั้นจะแสดงความรู้สึกออกมามากขนาดไหนกัน
“ยายฮะ น้องหิวแล้ว” เหลือบตาขึ้นไปมองเด็กน้อยที่วิ่งออกมาจากบ้านแล้วพุ่งเข้าไปกอดยายอย่างออดอ้อน จะว่าหมั่นไส้ก็หมั่นไส้อยู่หรอก แต่หมั่นไส้อีกคนที่ยืนยิ้มมากกว่า แสดงออกเสียจนไม่คิดจะเกรงใจคนมอง ถ้าชานฮีเป็นผู้หญิงป่านนี้คงโดนเจ้านายงาบไปแล้วกระมัง
“ไปบอกพี่ชายเราโน่น แล้วก็เอาบาร์บีคิวนี่ไปให้ยูชอนด้วย” ยายยกถาดบาร์บีคิวถาดสุดท้ายที่เพิ่งเสียบเสร็จให้หลานชายซึ่งเจ้าตัวเล็กเองก็รับอย่างว่าง่ายก่อนจะลุกขึ้นเดินถือถาดไปให้พี่ชายที่ยืนอยู่หน้าเตาปิ้ง
“หน้ามุ่ยทำไมพี่ยูชอน งอนน้องเหรอ”
“เปล่า เอามานี่” ยูชอนรับบาร์บีคิวมาจากน้องชายโดยไม่พูดอะไรอีก ชานฮีเบะปากน้อยๆก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าถาดบาร์บีคิวสุกที่วางอยู่ก่อนแล้ว
“น้องไปหาเจ้านายก่อนนะ” พูดอย่างร่าเริงจนจนฟังนึกหมั่นไส้ อยากจะเอาอะไรขึ้นมาปาหัวนัก เมื่อวานก็ไปกินข้าวบ้านเขา วันนี้ก็ลากเขามากินข้าวที่บ้าน น้องชายของเขารู้ตัวหรือเปล่าว่ามันมากเกินไป
มือหนาจัดการนำบาร์บีคิววางบนเตาจนหมดถาด ล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงกดเบอร์โทรศัพท์ของคนที่จะสามารถปรึกษาได้ในเวลานี้ โดยที่นัยน์ตานั้นก็ไปละออกจากสองคนในบ้านที่เอาแต่สร้างโลกส่วนตัว เขาไม่โกรธหรอกหากสองคนนั้นจะคิดเกินเลยแต่เกรงว่าจะไม่เหมาะสม เจ้านายของชานฮีเป็นคนดังที่ใครๆก็รู้จัก รวมถึงคนรักที่แสนจะเหมาะสมกัน ยูชอนจึงยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้เพราะคนที่เจ็บที่สุดคงไม่พ้นน้องชายคนเดียวของเขา
“ฮัลโหล จุนซู ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย” เอ่ยเสียงเครียดก่อนจะเหลือบตาไปมองญาติผู้ใหญ่ทั้งสองเพื่อที่จะได้ระวังว่าจะได้ยินในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ ยายกับน้าของเขาเป็นห่วงชานฮีมากและน้าเองก็เหนื่อยกับงานมากแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องไหนที่เขาพอจะจัดการได้เขาก็จะจัดการด้วยตนเองเพื่อที่ว่าจะญาติผู้ใหญ่ทั้งสองจะได้ไม่ต้องคิดมาก
[ครับผม มีเรื่องอะไรเหรอ]
“จุนซูรู้จักคุณบยองฮอนไหม อี บยองฮอนน่ะ”
[รู้จักสิ คนหล่อคนดังของวงการไฮโซเลยนะ]
“ผมมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อยน่ะ เกี่ยวกับคุณบยองฮอนแล้วก็น้องชายผมน่ะ”
[เราช่วยทุกเรื่องอยู่แล้ว ช่วยสุดความสามารถด้วย งั้นพรุ่งนี้ขอมื้อเย็นฝีมือยูชอนเป็นมัดจำค่าจ้างนะ]
“งั้นพรุ่งนี้ผมจะโทรนัดอีกทีนะครับ”
[อาฮะ แล้วเจอกันนะ]
“อื้มครับ คิดถึงจุนซูนะครับ” มือหนากดวางสาย เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงหากแต่สายตานั้นยังไม่ได้ละออกจากคนสองคนที่นั่งคุยไปหัวเราะไปอยู่ในบ้าน
ถ้าจะบอกว่ารู้สึกผิดก็เห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะในสายตาของเขาชานฮีเองก็โตพอและรู้ว่าอะไรควรไม่ควร แต่น้องชายเขากลับความรู้สึกช้าเสียเหลือเกินนั่นแหละ บางทีกว่าที่จะรู้ตัวก็อาจจะเกินเลยเสียจนถอยกลับไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นชานฮีก็จะเป็นคนที่เจ็บปวดมากที่สุด
พี่ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องของเราหรอกนะชานฮี แต่พี่กลัวเราจะเสียใจ
TBC.
เมนใครไม่รู้ หล่อจุงเบยยยย รู้สึกดีมากรุยที่ไม่เปลี่ยนบทนี้เป็นพี่แคป ฟินอ่ะ เมนหล่อ
พี่ยูชอนคนละมุนของน้อง ขนาดเข้ากรมแล้วยังหล่อลาก /นานๆอวยที ปกติด่าตลอด
ก็อยากจะฝอยหนักกว่านี้นะ แต่ชั่งใจอยู่ เรื่องคนที่พี่เขาโทรหานี่แหละ แต่ก็นะ...
ก็น่าจะรู้กันแหละ แต่แบบ...อาจจะมีคนเกิดไม่ทัน อะไรแบบนี้ /เจ็บปวด
ย้ำกันให้ขึ้นใจ เจ้านายสูง 180 เป็นเวรเป็นกรรมที่พระเอกเตี้ยกว่า /ควรไปทางแคปจี้ไหมถาม
เข้าฟิคเถอะ ระวังหัวใจคุณเอาไว้นะคะ บทชานฮีไม่ธรรมดานะ /มาบอกอะไรตอนนี้กัน
เป็นความน่ารักแบบธรรมชาติสรรค์สร้างค่ะ ใสๆ ใสจนไสยในบางที อ่อยแบบงงๆ
อ่อ ฟิคเรื่องนี้อัพทุกวันอาทิตย์นะคะ ไม่เกิน 6 โมงเย็น นี่ก็เดินทางมาครึ่งเรื่องละ
สดใสกันเสียให้พอ เสพกันเสียให้หนำใจ อ่อยเข้าไป อ่อยกันให้ตายไปข้างนึง

ยูชอนพี่ชายหวงน้องอ่ะ..
ReplyDeleteมีพี่ยูชอนว่าฟินแล้ว ละพี่ยูชอนโทรหาจุนซูอีก เอาซี่ ครบจริงอะไรจริงค่ะเรื่องนี้ >___<
ReplyDeleteเด็กน้อยชานฮี ถนัดนักนะเรากะอิทำให้คนหลงเนี่ย น่าฟัดจุง แฮ่!! :P