นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ไม่ได้พบกัน
นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ไม่ได้โทรหา
นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่รู้สึกว่าตนไม่มีค่าเลย
นานมากแล้วสินะ ที่เป็นแบบนี้
มือเรียวของหญิงสาวกดหมายเลขโทรศัพท์ของคนรักก่อนจะโทรออก ยกขึ้นแนบใบหูเพื่อรอฟังเสียงตอบรับจากคนรักที่เงียบหายไปราวกับไม่มีตัวตน มันก็จริงที่สี่ห้าสัปดาห์ก่อนพบเจอกันที่สวนสาธารณะ แต่มันก็เพียงชั่วครู่ เพียงชั่วครู่ก็เท่านั้น
แต่ชั่วครู่นั้นมันกลับทำให้เธอรับรู้ได้ว่าคนรักของเธอกำลังเปลี่ยนไป
[ครับอารา มีอะไรเหรอครับ] ริมฝีปากบางยกยิ้มน้อยๆกับคำตอบรับที่ยาวขึ้นจากปกติ มันก็แค่คำพูดที่มากขึ้นแต่ความหมายไม่ได้ดีไปกว่าการตอบรับเพียงสั้นๆเลยสักนิด
“โทรหาพี่บยองฮอนต้องมีธุระด้วยเหรอคะ”
[เปล่าครับ พี่ก็แค่สงสัยว่าอาราจะชวนพี่ไปไหนหรือเปล่า]
“เปล่าค่ะ ก็แค่...คิดถึงแฟนตัวเอง ผิดเหรอคะ” เอ่ยพลางสูดลมหายใจเบาๆ เธอเป็นแบบนี้เสมอ ชอบก็บอกว่าชอบ รักก็บอกว่ารัก คิดถึงก็บอกว่าคิดถึง ไม่อยากจะเก็บความรู้สึกไว้ให้อึดอัด เก็บไว้ก็เท่านั้น
[เปล่าครับ จะว่าไปเราก็ไม่ได้คุยกันนานแล้วนะ]
“ค่ะ นานมากแล้ว เป็นเดือนแล้วมั้งคะ พี่บยองฮอนสบายดีใช่ไหมคะ”
[ครับ แล้วเราล่ะ อยู่กับเพื่อนๆสนุกไหมครับ] หยาดน้ำร่วงหล่นจากนัยน์ตาสวยลงสู่ผิวแก้มเนียนละเอียด คำถามราวกับเป็นห่วงเป็นใย คำถามที่ทำร้ายจิตใจเธอเหลือเกิน
“ค่ะ สนุกดี ไม่ค่อยเหงา”
[ดีแล้วครับ พี่ไม่ค่อยว่างเลย ขอโทษนะ] บยองฮอนเคยมีเวลาว่างสำหรับเธอด้วยหรือ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ เข้าใจว่าพี่บยองฮอนต้องทำงาน”
[เดี๋ยวพี่ขอทำงานต่อนะครับ ทานข้าวเย็นด้วยนะครับเราน่ะ]
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วง ขอบคุณมากๆเลย ฉันรักพี่บยองฮอนนะคะ”
[ครับ พี่ขอตัวก่อนนะ] เสียงของชายหนุ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงของสัญญาณโทรศัพท์พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นราวกับทำนบแตก เสียงสะอึกสะอื้นราวกับจะขาดใจดังขึ้น มือบางจับบริเวณหัวใจ กำแน่นเพื่อช่วยลดทอนความเจ็บปวด เจ็บเสียจนหายใจไม่ออก เจ็บเสียจนไม่รู้จะพูดว่ามันเจ็บขนาดไหนกัน
“ทำไม ฮึก ทำไมไม่พูดความจริงกับฉัน ฮึก ทำไม”
ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าตอนนี้คนรักของเธออยู่ที่ไหน
เธอไม่โกรธเลยสักนิดถ้าคนรักของเธอบอกว่าอยากได้เวลาส่วนตัว
ได้แต่ถามตัวเองว่าไม่ดีตรงไหน ทำไมบยองฮอนถึงไม่รักเธอเสียที
เธอให้อิสระไม่พออย่างนั้นหรือ หรือว่าบยองฮอนไม่เคยคิดที่จะรักเธอตั้งแต่ต้นกัน
* * *
มือแกร่งวางโทรศัพท์ลงกับโต๊ะก่อนจะจ้องมองไปยังคนตัวเล็กที่ตั้งหน้าตั้งตาตักข้าวเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อย ริมฝีปากหนายกยิ้มน้อยๆกับท่าทางเด็กๆแบบนั้น วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ตามข้อตกลงแล้วคือเขาต้องตามใจผู้ช่วยตัวน้อยเพราะมันเป็นวันหยุด แต่ก็อย่างว่า ตามใจอยู่ทุกวัน บางทีข้อตกลงนั่นอาจจะไม่เกี่ยวก็ได้
ในวันเสาร์ชานฮีจะโทรมาปลุกเขาแต่เช้าเพื่อบอกให้ไปรับที่บ้านโดยไม่ลืมที่จะออกคำสั่งเกี่ยวกับเสื้อผ้าและรถ พอมาถึงที่บ้านก็จะวิ่งขึ้นไปที่ห้องดนตรีเพื่อเล่นเปียโนจนถึงเที่ยง เมื่อเต็มอิ่มกับเสียงดนตรีแล้วก็จะเข้าไปวุ่นวายในครัวเรื่องอาหารกลางวัน และในช่วงบ่ายแก่ๆก็จะลากเขาไปที่ตลาดเพื่อซื้อของที่จะนำมาทำอาหารเย็น ช่วงเวลาที่เหลือจากการทำกิจกรรมหลักเจ้าตัวเล็กก็จะมายุ่งวุ่นวายอยู่กับเขา ยุ่งเสียจนบางทีก็อยากจะยกเลิกข้อตกลงนั้น ถ้าไม่ติดว่าไอ้ที่อีกฝ่ายทำนั้นมันสามารถทำให้เขายิ้มได้
ส่วนในวันอาทิตย์ชานฮีจะพาเขาออกไปข้างนอก อยากไปไหนก็ตามใจอีกฝ่ายเช่นเคย และในตอนเย็นก็จะจบด้วยการทานข้าวที่บ้านของเจ้าตัวเล็ก เป็นแบบนี้มาเดือนกว่าๆแล้ว เขาสนิมสนมกับยายและแม่ของผู้ช่วยเป็นอย่างดี ผู้ใหญ่ทั้งสองเอ่ยถามเสมอว่าเจ้าตัวน้อยนั้นก่อเรื่องวุ่นวายหรือไม่ เขาก็ได้แต่ยกยิ้มและส่ายหน้าทั้งที่ในใจอยากจะตอบว่าไอ้ตัวเล็กนี่แหละ ตัวยุ่งเลยทีเดียว
“ไม่กินล่ะครับ ไม่อร่อยเหรอ” เงยหน้าขึ้นมาถามตาใส ไม่ใช่ว่าไม่อร่อยหรอก แต่ในบางทีเขาก็มีเรื่องต้องคิด
“อิ่มแล้วล่ะ”
“อะไร กินแค่ครึ่งเดียวเองนะ รู้ไหมว่าข้าวแต่ละเม็ดกว่าจะได้มามันไม่ใช่ง่ายๆนะครับเจ้านาย มากินทิ้งกินขว้างได้ยังไง ชาติหน้าจะไม่มีข้าวกินนะรู้ไหม กินให้หมดเดี๋ยวนี้เลย” ร่างสูงส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะหยิบช้อนตักข้าวเข้าปาก เจ้าหนูนี่ยังไงกันนะ พูดเสียเขาไม่กล้าที่จะมาเกิดใหม่เลยเถอะ
“เป็นอะไรหรือเปล่าฮะ สีหน้าไม่ดีเลย”
“คิดมากน่ะ เรื่องอารา” คนตัวเล็กขมวดคิ้วแน่นพลางทำหน้าครุ่นคิด อารา แฟนเจ้านายน่ะเหรอ
“ทำไมเหรอฮะ ถ้าเจ้านายไม่มีเวลาให้เธอผมคืนวันอาทิตย์ให้ก็ได้นะ” ถึงปากจะพูดไปแบบนั้นแต่ข้างในรู้สึกแปลกๆอย่างไรไม่รู้สิ
“ไม่ต้องหรอก แบบนี้น่ะ ดีแล้ว” นั่นสินะ แบบนี้น่ะ ดีแล้ว เจ้านายยิ้มเยอะขึ้น แล้วก็มีความสุขมากขึ้นด้วย
“ถ้าแบบนี้ดีแล้วก็ยิ้มสิฮะ ทำหน้าบูดทำไมกัน ยิ้มเลย” มือน้อยเอื้อมมาจับแก้มกร้านเพื่อดึงริมฝีปากให้ยกยิ้ม ซึ่งร่างสูงเองก็ยกยิ้มอย่างนึกขำกับการกระทำนั้น เวลาอยากให้เขายิ้มทีไรเป็นต้องทำแบบนี้ทุกที
“บอกแล้วว่ายิ้มบ่อยๆ หล่อจะตาย”
“หล่อแล้วชอบไหม” มือน้อยปล่อยออกจากใบหน้าคมทันทีที่ได้ยินคำถาม ทำเอาบยองฮอนถึงกับใจเสีย ใบหน้าใสนั้นเรียบเฉยอย่างไม่เคยเป็น กลัว เขากลัว กลัวว่าบางอย่างมันจะเปลี่ยนไป
“เจ้านายหล่อใครจะไม่ชอบครับ ผมเป็นผู้ช่วยเจ้านาย ผมเข้าข้างเจ้านายอยู่แล้ว” นั่นสินะ ชานฮีเป็นผู้ช่วยเขา คงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น
แต่เขาที่เป็นเจ้านายกลับรู้สึกถึงบางอย่างในหัวใจที่กำลังเปลี่ยนแปลง
บางอย่างที่กำลังร่ำร้องว่าเขาขาดเจ้าหนูตัวน้อยนี่ไม่ได้
“ผมว่านะ เจ้านายหาเวลาไปคุยกับแฟนบ้างดีกว่า” ทำไมล่ะ เบื่อที่จะต้องอยู่กับเขาแล้วอย่างนั้นหรือ
“เอาเป็นว่าอาทิตย์หน้าผมคืนให้เจ้านายอาทิตย์นึงก็แล้วกันนะครับ” ทำไมล่ะ ทำไมถึงอยากที่จะผลักไสนัก
“จะว่าไปเจ้านายได้โทรหาแฟนบ้างหรือเปล่าครับ โทรหาบ้างนะ ผู้หญิงน่ะ ขี้เหงานะ”
“พอเถอะชานฮี ฉันไม่อยากคิด รีบๆกินเถอะ ฉันอยากกลับบ้าน” เอ่ยเสียงนิ่งก่อนจะก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากโดยไม่พูดอะไรอีก คนเป็นผู้ช่วยได้แต่เอียงคอมองเจ้านายที่เปลี่ยนไปพลางถอนหายใจ
เขาทำให้เจ้านายยุ่งยากหรือเปล่านะ
* * *
นัยน์ตาใสเหลือบมองเจ้านายที่เอนกายพิงโซฟาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าก่อนจะพ่นลมหายใจน้อยๆด้วยความครุ่นคิด นัยน์ตาคู่คมนั้นแปรเปลี่ยนไปหลังจากที่รับโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาตอนที่กำลังทานข้าวกันอยู่ ทำไมชานฮีจะไม่รู้ว่าคุณอาราที่เป็นคนรักของเจ้านายโทรมา แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมเจ้านายต้องบอกว่าช่วงนี้ไม่มีเวลาและทำไมต้องบอกว่าทำงานอยู่ด้วย
“เจ้านายครับ”
“ฉันไม่ได้รักอารา ไม่ได้รักเลยสักนิด” คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ไม่ชอบเลยกับคำพูดแบบนี้ ทำไมกันนะ
“อารามาขอฉันคบ คิดว่าวันนึงฉันอาจจะรักอาราได้ จนมาถึงตอนนี้ ไม่เลย” มือน้อยเอื้อมไปกุมมือกว้างไว้ด้วยความเห็นใจ แบบนี้สินะ วันที่เขาพาเจ้านายไปปั่นจักรยานเล่นเจ้านายถึงไม่ดีใจเลยสักนิดที่ได้พบกับคนรัก
“ฉันเหนื่อยกับความรู้สึกนี้ อยากเลิก แต่อาราไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันผิดที่ตอบตกลงตั้งแต่ต้น”
“เจ้านายครับ” เอ่ยเรียกเสียงเบา นัยน์ตาคมหันกลับมามองใบหน้าใส ความอ่อนล้าที่ฉายออกมาอย่างเด่นชัดทำเอาคนมองถึงกับใจหาย เจ้านายของเขามีเรื่องต้องคิดถึงเพียงนี้เชียวหรือ รอยยิ้มในช่วงเวลาที่ผ่านมามันไม่ได้เกิดจากความสุขที่มาจากส่วนลึกจริงๆหรืออย่างไรกัน
“ฉันอยากหยุด ชานฮี อยากหยุด พอแล้ว”
“เจ้านายพักผ่อนเถอะครับ วันนี้เจ้านายเหนื่อยมากเกินไปแล้ว”
“กอดฉันหน่อยได้ไหม” รอยยิ้มเล็กผุดขึ้นบนใบหน้าใส เอื้อมมือไปแตะผิวแก้มของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนก่อนจะค่อยๆดึงให้ร่างสูงเข้าสู่อ้อมกอดของตน มือเล็กลูบแผ่นหลังกว้างแผ่วเบาเพื่อให้อีกคนได้รู้สึกว่าตนนั้นไม่ได้โดดเดี่ยว รู้สึกถึงใบหน้าคมที่ซบลงบนแผ่นอก และวงแขนที่โอบรัดเอวตน
เจ้านายของเขาอ่อนแอมากเหลือเกิน
“ผมจะอยู่ข้างๆเจ้านายนะครับ”
เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะดังขึ้นในโสตประสาทพร้อมกับฝ่ามือเล็กที่ลูบไปตามแผ่นหลังกว้างเพื่อให้รู้สึกถึงความอบอุ่น ปลายคางที่วางบนศีรษะทำให้รับรู้ได้ว่าตนไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ยังมีคนที่เข้าใจและคอยปลอบโยน แม้จะทดแทนความรู้สึกที่เคยขาดหายไม่ได้แต่กลับรู้สึกวางใจอย่างประหลาด แม้กระทั่งนมนาริมเองเขายังไม่กล้าที่จะบอกความรู้สึกที่มีทั้งหมด ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่ไม่อยากให้คิดมาก
แต่กับชานฮีมันไม่ใช่...ราวกับรู้ว่าชานฮีสามารถดึงให้พ้นจากความรู้สึกอัดอั้นนี้
เหนื่อยกาย เพียงแค่หลับสักตื่นมันก็หาย...แต่เหนื่อยใจ เขาเพิ่งเจอที่พักพิงก็วันนี้
มือน้อยสัมผัสใบหน้าคมแผ่วเบาด้วยเกรงว่าจะเป็นการรบกวนคนที่หลับใหลอยู่บนโซฟา ชานฮีเลือกที่จะให้เจ้านายนั้นเอนกายพักผ่อนลงบนโซฟาตัวหรูส่วนตัวเองก็ยอมที่จะนั่งลงกับพื้นข้างล่าง แม้ว่าจะปวดเมื่อยไปบ้างแต่ก็ไม่อยากจะปล่อยฝ่ามือกว้างที่กุมกันไว้ราวกับเกรงว่าเขาจะหายไป หันไปมองมือแกร่งที่จับมือตนไว้แล้วก็ได้แต่ยกยิ้ม
เจ้านายที่ใครก็บอกว่าเย็นชา แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่ามือคู่นี้อบอุ่นไปถึงความรู้สึกข้างใน
แม้จะผ่านมาเพียงแค่สองเดือนแต่ชานฮีก็รู้ได้ว่าเจ้านายนั้นไม่ใช่เทพบุตรน้ำแข็งอย่างที่คุณโบคยองเคยบอก รอยยิ้มสดใสที่ได้เห็นบ่อยๆนั้นแม้จะไม่มั่นใจว่ามาจากความสุขจริงหรือไม่แต่ก็กล้าพูดว่าเจ้านายไม่ได้เสแสร้ง เจ้านายจะตามใจเขาเสมอไม่ว่าจะเป็นวันหยุดหรือวันธรรมดา แม้ว่าจะรู้ดีแต่ก็ยังอยากให้เจ้านายตามใจกันมากกว่านี้ แม้จะยิ้มเยอะมากกว่าตอนแรกที่เจอกันแต่ก็ยังอยากให้ยิ้มมากกว่านี้ อยากให้มีความสุขมากกว่านี้
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม
ตามหลักจิตวิทยาแล้วเราจะสามารถหลงใครสักคนได้เพียงร้อยยี่สิบวันก็เท่านั้น
แต่ถ้านานกว่านั้นมันจะไม่ใช่แค่ความหลง แต่มันคือความรัก
ชานฮีรู้ดี ก็เขาเรียนจบจิตวิทยามา ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ยอมรับว่าตนนั้นอาจจะกำลังจะหลงเจ้านายหน้าหล่อคนนี้ หลงไปกับความใจดีที่มอบให้ หลงไปกับความเป็นผู้ใหญ่ที่คอยปกป้อง เจ้านายของเขาไม่ได้เป็นแค่เจ้านาย แต่เจ้านายเป็นทั้งพ่อและพี่ชาย บางครั้งเจ้านายก็เหมือนเด็กน้อยที่ยังไม่เคยพบเจอกับโลกกว้าง และในบางครั้ง เจ้านายก็เป็นเหมือนกำลังใจ
เขาชอบเวลาที่เจ้านายตามใจเขาตลอดเวลา
เขาชอบที่เจ้านายคอยระวังเพื่อไม่ให้คนซุ่มซ่ามแบบเขาต้องเจ็บตัว
เขาชอบที่เจ้านายมักจะสอนวิธีการทำงานอยู่เสมอ
เขาชอบที่เจ้านายคอยถามนู่นถามนี่เวลาเจอกับสิ่งใหม่
ชอบทุกอย่างที่รวมอยู่ในตัวเจ้านาย และถ้าใครถามว่าชอบเจ้านายไหม ตอบได้ไม่อายปาก ชอบสิ ทำไมจะไม่ชอบ เจ้านายดีๆแบบนี้ใครจะไม่ชอบกัน แม้แต่ยายกับแม่ยังชอบเลย จนถึงขนาดที่ว่าชวนมาทานข้าวที่บ้านทุกอาทิตย์
เมื่อลองเปลี่ยนคำถามว่ารักไหม เจ้านายสุดหล่อคนนี้น่ะ ตอบได้เต็มปากเต็มคำเหมือนกันว่ารักมาก เขารักเจ้านายคนนี้มากเหลือเกิน รักเหมือนคนในครอบครัว แต่ถ้าจะถามว่าหึงไหมที่เจ้านายมีแฟน ไม่มีทาง ไม่หึงหรอก ไม่ชอบด้วยซ้ำที่เจ้านายบอกว่าอยากเลิก ไม่ชอบเลยจริงๆ แต่เมื่อเจอแววตาอ่อนล้านั้นเขาก็โกรธเจ้านายไม่ลง
ก็แค่อยากยืนข้างๆ อยากทำให้เจ้านายยิ้มได้ มันไม่ใช่ความรักแบบนั้นหรอก
รักกับชอบน่ะมันไม่เหมือนกัน ชานฮีรู้
ชานฮีกล้าที่จะบอกว่าเขาทั้งรักและชอบเจ้านายคนนี้ แต่ไม่ใช่ในฐานะคนรักอย่างแน่นอนก็แค่เป็นห่วงเกินคนทั่วไปก็เท่านั้นเอง
“หลับแล้วหล่อแหะ เจ้านายของชานฮี” เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ปลายนิ้วหัวแม่มือไล้ไปตามเรียวคิ้วหนาแผ่วเบา ปัดปรอยผมออกเพื่อให้เห็นโครงหน้าหล่อนั้นชัดเจนขึ้น ใบหน้าที่เห็นอยู่ทุกวันแต่กลับไม่เคยเบื่อที่จะมอง ไม่มีความรู้สึกใดมากกว่าคำว่าชื่นชม แต่มันก็เป็นการชื่นชมที่มากเสียเหลือเกิน
“คุณอาราก็ออกจะน่ารัก ไม่เห็นจะมาโวยวายอะไรเลยสักครั้ง วันนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ ทำไมเจ้านายถึงไม่รักผู้หญิงดีๆแบบนั้นกันนะ”
“เพราะคุณหนูอาราเธอไม่สามารถทำให้คุณบยองฮอนรู้สึกมั่นคงได้ยังไงล่ะคะ คุณชานฮี” มือน้อยละออกจากใบหน้าคมก่อนจะหันใบหน้าไปทางต้นเสียง ริมฝีปากบางยกยิ้มให้กับคุณนมนาริมที่นั่งลงข้างๆ ฝ่ามือที่เหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาแตะใบหน้าของชายหนุ่มที่ตนได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก
แค่มองตาก็รู้ไปถึงความคิด แล้วทำไมจะไม่รู้ว่าคุณชายของเธอกำลังต้องการอะไร
“ทำไมเหรอฮะ คุณอาราเธอก็ดูเป็นคนดีนี่น่า”
“ค่ะ คนหนูอาราเป็นคนดี ดีมากจนคุณบยองฮอนไม่กล้าที่จะทำร้าย แต่เธอไม่เคยเติมเต็มในสิ่งที่คุณบยองฮอนต้องการได้เลย” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ แต่ไม่ได้ยินดียินร้ายแต่อย่างใดในเชิงของความรู้สึก ส่วนคนฟังก็ได้แต่พยักหน้ารับ เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจดีเสียเท่าไหร่นัก
เจ้านายของเขามีเพียงความอ้างว้างที่อยู่ในจิตใจ ความเหงานั้นฝังลึกเสียจนยากที่ใครจะเข้าถึง
“คุณบยองฮอนไม่ค่อยยิ้มหรอกค่ะ มีแค่ตอนที่อยู่กับคุณท่านทั้งสองที่พอจะยิ้มได้บ้าง แต่มันก็นับครั้งได้เลยด้วยซ้ำ” คนฟังได้แต่มองใบหน้าคมของคนที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทราด้วยความสงสาร แม้เจ้านายจะไม่เคยเล่าให้ฟังว่าทางบ้านนั้นเป็นแบบไหน แต่ก็พอจะเดาออกว่าเจ้านายของเขาคงถูกเลี้ยงมาด้วยเงิน
“แต่วันที่นมเห็นว่าคุณบยองฮอนเปลี่ยนไปก็คือวันที่คุณชานฮีเข้ามาในบ้านหลังนี้” นมนาริมพูดเสียงนิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยราวกับตนนั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไป คนฟังได้แต่พยายามครุ่นคิดว่าตนนั้นหูแว่วไปเองหรืออย่างไรกัน
“เจ้านายบอกผมว่าเหนื่อยฮะคุณนม”
“ค่ะ คุณบยองฮอนคงเหนื่อย โหยหาความอบอุ่นจากพ่อแม่แต่ก็ไม่เคยได้รับ ไม่เคยแม้แต่จะร่ำร้องทั้งที่รู้ว่าตัวเองแทบจะเดินต่อไปไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ” คนตัวเล็กสะดุ้งน้อยๆเมื่อมือของนมนาริมเอื้อมมาจับหลังมือข้างซ้ายของตนที่กุมมือกว้างของเจ้านาย ริมฝีปากบางยกยิ้มแห้งๆ อยากจะปล่อยมือของตัวเองออกแต่ก็ทำไม่ได้ด้วยเกรงว่าคนที่หลับอยู่นั้นจะตื่นขึ้นมา
เขาอยากให้เจ้านายของเขาพักผ่อน...เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิดอะไร
หันไปสบตากับหญิงสูงวัยที่ส่งรอยยิ้มมาอย่างอ่อนโยน แววตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นราวกับญาติผู้ใหญ่ สัมผัสแผ่วเบาที่ฝ่ามือหากแต่รู้สึกไปถึงหัวใจ ความใจดี ความเอื้ออาทรทั้งหมดที่มีถูกถ่ายทอดออกมาจากแววตาและเพียงแค่การสัมผัส ทำไมความรักความห่วงใยนี้ถึงไม่สามารถช่วยเจ้านายของเขาได้กันนะ
“คุณชานฮีรู้ตัวไหมคะว่าตอนนี้โลกของคุณบยองฮอนมีแต่คุณ” คนฟังได้แต่ส่งยิ้มแก้เก้อก่อนจะต้องกระพริบตาปริบๆเมื่อได้ยินประโยคถัดมา
“อย่าทิ้งคุณบยองฮอนไปไหนนะคะ มีแค่คุณที่คุณบยองฮอนยอมเปิดใจ”
TBC.
เรื่องของความสัมพันธ์เขาสองคน เราจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น แค่อยากจะบอกว่า จงเมนไปที่อิม อารา...
ผู้หญิงคนนี้ไม่มีอิมเมจให้นะคะ เหมือนมินจีในโซ่รั้งใจนั่นแหละค่ะ /วงนี้ไม่มีสาวเป็นตัวๆเอามาให้เล่นอ่ะ
ไม่รู้จะไปหาจากไหน นอกจากรุ่นเราๆแล้วไม่รู้จักใครเลย 5555 /อัลไซเมอร์แทรกซ้อน จำไม่ไหวหรอก
แต่เลขาคิม โบคยองนี่รุ่นเรานะ คนสวยของบ่าว /นานแค่ไหนถามใจดู /บางคนอาจเกิดไม่ทัน
ชานฮีจ๋านี่ไม่รักเจ้านายแบบนั้นจริงๆหรอ...ถ้าเปนเช่นนั้นอิบยองอันเปนที่รักชองพี่ต้องชอกช้ำระกำทรวง.อย่างแน่นอน.เงื้อ
ReplyDeleteอย่าเอาความสดใสมาล่อลวงความรัดจากเจ้านายสิ